เฮียคิ้ง's profile...เ ฮี ย คิ้ ง...PhotosBlogListsMore Tools Help

เฮียคิ้ง King

Occupation
ตั้งใจทำให้ได้อย่างที่ฝัน สู้ๆ

...เ ฮี ย คิ้ ง...

ค ว า ม รั ก...? ? ? ต ล ก สิ้ น ดี ว่ ะ...! ! !
9/22/2007

你好

ไม่ได้อัพ space มานานมากๆ พอดีไปเจอเรื่องนี้เลยอดมาอัพไว้ให้อ่านไม่ได้
 
สายซ้อนและ Miss Call สายสุดท้าย...ของแม่ ได้รับ Forward mail มา อยากให้อ่าน
> กัน สอนอะไรลึกๆในนั้นดี สำหรับคนเป็นลูก และความรักของคนเป็นแม่-----------
> ----------------------------------->ก่อนอื่นต้องขออภัยสำหรับเจ้าของต้น
> เรื่อง มันอาจตอกย้ำความเจ็บปวดกับคุณในเรื่องนี้ แต่เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ควร
> เผยแพร่เพื่อตอกย้ำคนที่ได้ชื่อว่าลูกทุกคนให้หันกลับมาดูคนที่ส่งเสียคุณเลี้ยง
> ดูคุณมาด้วยความเหนื่อยยาก วันนี้เราหันไปเหลียวท่านบ้างหรือเปล่า ก่อนจะไม่มี
> โอกาสดูแล เมื่อท่านจากเราไปแล้วการจัดงานใหญ่โตมันไม่มีประโยชน์อะไร เวลา
> ท่านอยู่ทำไมไม่ทำ ? ความรู้สึกของน้องคนหนึ่งที่บรรยายออกมาจากใจ ในขณะ
> ที่.... ผมก็เป็นเช่นเด็กวัยรุ่นทั่วๆไป เรียน เที่ยว นอน กิน ดึกๆผมก็โทรคุย
> กับแฟนของผม ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้มันก็เป็นกิจวัตรประจำวันของผมและผมก็เชื่อว่า
> ใครๆเค้าก็ทำแบบนี้กัน "จ้า ตัวเอง วันนี้กินข้าวรื้อยาง" "กินกับอะไรบ้าง แล้ว
> ตอนกินตัวเองคิดถึงเค้า มั้ยเนี่ย " "รู้มั้ยตัวเอง ถ้าเค้าเป็นผีเนี่ย เค้า
> อยากเป็นกระสือที่รักจะได้เห็นใจไง ""ตัวเองวาง ก่อนดิ ก่อนดิ"ประโยคต่างๆที่ผม
> ได้คิดและคัดสรร เตรียมพร้อมมาต่างๆก่อนโทร ผมยังคงใช้เวลาส่วนใหญ่ตอนดึกไปกับ
> การคุยโทรศัพท์ ระยะเวลาอันผมได้ใช้ไปในแต่ละครั้งนั้น พอรู้สึกอีกทีก็ผ่านไป
> หลายชั่วโมงแล้ว แต่ผมก็ไม่ชอบนะ หากใครจะมาว่าผมไร้สาระ ก็ไม่เห็นหรอคนส่วน
> ใหญ่เค้าก็ทำกัน "เอ้อ เกือบลืมไปอีกอย่าง กิจวัตรอีกอย่างนึงของผมก็คือ แม่ของ
> ผมมักชอบโทรหาผมทุกวัน " " ตอนนี้ลูกอยู่หอรึยัง""เย็นนี้กินข้าวอิ่ม มั้ย" "
> วันนี้เรียนเป็นยังไงบ้าง" "อย่าไปเที่ยวที่ไหนไกลนะ" โธ่!คำถามเดิมๆ ผมก็ตอบไป
> แบบเดิมๆ แม่ผมก็ไม่เบื่อซักที ยังคงโทรหาผมเป็นประจำ โชคดีที่ผมพยายามตัดบท
> คุย ผมกับแม่น่ะคุยกันไม่กี่นาทีก็วางแล้ว ก็มันไม่มีอะไรจะคุยจะให้ผมทำยัง
> ไง " จนกระทั่งวันนั้น "ตัวเองตอบเค้าได้รึยังว่ารักเค้ามั้ย" "เร็วๆสิ เค้ายัง
> อุฒส่าห์บอกรักตัวเองไปแล้วนะ "" แล้วยังจะใจร้ายไม่บอกรักเค้าอีกหรอ"ติ๊ดๆ
> ติ๊ดๆ เสียงจากโทรศัพท์บอกผมว่ามีสายซ้อน ผมมองไปที่หน้าจอมันขึ้นชื่อ
> ว่า "Home""โธ่ แม่โทรมาทำไมตอนนี้เนี่ย กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มเลย" ผมไม่สลับ
> สายผม ผมยังคงคุยกับสุดที่รักของผมต่อไป เพราะผมรู้ว่าสิ่งที่แม่จะคุยกับผมก็คง
> เป็นประโยคเดิมๆ "และนั่นก็เป็นโอกาสสุดท้าย ที่ผมจะมีโอกาสฟังเสียงของแม่ "
> หลังจากนั้นไม่นานทางญาติของผมโทรมาแจ้งผมว่า เมื่อคืนนี้บ้านของผมถูกขโมยเข้า
> และแม่ของผมขัดขืนและได้ต่อสู้กับโจร จึงถูกโจรใช้มีดแทงเข้าที่ท้อง แม่เสีย
> ชีวิตเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว ญาติของผมเล่าอีกว่าตอนไปพบศพแม่นั้น ในมือของแม่
> กำโทรศัพท์ไว้แน่น และเบอร์โทรออกล่าสุดของเธอไม่ใช่โทรแจ้งตำรวจหรือเรียกรถ
> พยาบาล แต่แม่เลือกที่จะโทรหา "ผม" สิ่งสุดท้ายในชีวิตที่แม่ผมเลือกที่จะทำคือ
> โทรศัพท์หาผมเพื่อฟังเสียงของผม วินาทีนั้นน้ำตาของผมไหลอาบแก้ม ผมพูดอะไรไม่
> ออก มือและตัวของผมสั่น วันนั้นผมเลือกที่จะคุยกับแฟนผม ดีกว่าที่จะคุยกับแม่
> ของผม ผู้หญิงคนเดียวในโลก ที่คุยกับผมเป็นคนแรกในชีวิต ผู้หญิงคนเดียวที่ผม
> สามารถที่จะคุยกับเธอได้ทุกเวลา โดยที่ผมไม่ต้องเตรียมบทพูดใดๆ ไม่ต้องกังวลว่า
> เธอจะประทับใจหรือไม่ ไม่ต้องมีมุข ไม่ต้องมีคำหวานใดๆ คนเดียวในโลกที่โทรมาหา
> ผมเพียงแค่ฟังผมพูดประโยคเดิมๆ คน เดียวในโลกที่ไม่ว่าโทรศัพท์เธอจะโปรโมชั่น
> แพงแค่ไหนก็ยังโทรหาผม "และคนเดียวในโลกที่เลือกคุยกับผมในวินาทีสุดท้ายใน
> ชีวิต " ในบางครั้งประโยคที่ว่า "ไม่มีคำว่าสาย หากเราคิดที่จะแก้ตัว" มันก็ไม่
> เป็นความจริง"เพราะบางปรากฏการณ์ในโลก เกิดขึ้นได้แค่ครั้งเดียว " อาจเป็นเพราะ
> เวรกรรมของผม หลังจากนั้นไม่นานแฟนผมที่ผมใช้เวลาคุยกับเธอวันหลายๆชั่วโมงคุย
> กับเธอก็ทิ้งผมไป วันนี้ผมเริ่มเข้าใจชีวิตมากขึ้น หลายๆอย่างที่คนส่วนใหญ่ทำ
> มิได้หมายถึงสิ่งที่ถูกต้องเสมอไป เพราะตัวเราเท่านั้นที่เป็นผู้ต้องรับผลการ
> กระทำของเราเอง "เราจะรู้ว่าสิ่งใดสำคัญ ก็ต่อเมื่อเราต้องเสียมันไป" ทุกวันนี้
> ผมนั่งมองโทรศัพท์ รอที่จะตอบคำถามเดิมๆให้ผู้หญิงคนหนึ่งฟัง แต่ผู้หญิงคนนั้น
> คงไม่มีอีกแล้ว อ่านจบ พูดอะไรไม่ออกเลย...
 
ตอนนี้มาเรียนอยู่ทีเซี่ยงไฮ้แล้วคงอีกนานกว่าจะได้กลับ
 
มีอะไรก็โทรหากันได้นะที่เบอร์ 008-86-13761304410 ค่าโทรไม่แพงนะ นาทีละ 7 บาทเอง
 
4/25/2007

ไปไต้หวันมา...

ไปไต้หวันมาสนุกมากเลย ได้เพื่อนๆน้องๆที่น่ารักกันทุกคนเลย แต่กลับมาแล้วก็ต้องลุยงานกันต่อ เหนื่อยจัง เหมือนช่วงเวลาแห่งความฝันเลย โฮะๆๆๆ ได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง เด๋วว่างๆจะมาลงรูปให้ดู...
 
คิดถึงเพื่อนๆทุกคนนะ...
 
แค่คิดถึงกันบ้างก็พอ...
9/29/2006

“เมื่อฉันแก่ตัวลง”

เล่าเรื่อง ให้(คนที่เป็น) ลูก ฟัง อย่าร้องไห้ล่ะ
เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าของลุกผู้ชายคนหนึ่งที่ตระเวนทั้งเรียนทั้งทำงานไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำแม้เขาจะเติบกล้าเก่งกาจขึ้นเรื่อยๆ
ความรู้เพิ่มมากขึ้น
โลกใบนี้เริ่มเล็กลงแต่พ่อแม่ที่อยู่บ้านเดิม(ในเมืองจีน)ก็เริ่มแก่ตัวลง

ลูกคนนี้ทำงานอยู่ต่างประเทศ
ไม่ค่อยได้กลับมาเยี่ยมพ่อแม่ได้แต่ติดต่อกันทางจดหมาย โชคดีต่อมามีไอพีการ์ด
เลยได้คุยสดกันบ้าง ทุกครั้งแม่ก็จะคอยเตือนให้ระวังสุขภาพของตัวเอง
ตั้งใจทำงาน ไม่ต้องเป็นห่วงแม่ ไม่ต้องกลับมาเยี่ยมบ่อยๆ
เพราะจะสิ้นเปลืองเงินทอง...ยิ่งพูดก็ยิ่งซ้ำๆซากๆ
เขารู้ดีว่าแม่เริ่มคิดถึงเขามากจนกระทั่งปีนี้ แม่อายุ 75
เขาจึงตั้งใจจะกลับไปเยี่ยมแม่โดยตั้งใจว่าจะอยู่สัก 1 เดือน
จะไม่ทำอะไรเป็นพิเศษ แต่ขอเป็นเพื่อนแม่เพียงอย่างเดียว
พอบอกข่าวนี้ให้แม่ทราบ แม้จะมีเวลา.กตั้ง 2
เดือนเศษแม่ก็เริ่มเตรียมตัวในการต้อนรับการกลับมาเยี่ยมบ้านของลูกแม่ดึงเอาสมุดบันทึกมาจดสิ่งที่ต้องตระเตรียม
แม่เตรียมรายการอาหารที่ลูกชอบ ดึงเอาผ้าห่มที่ลูกเคยชอบห่มมาปะชุนใหม่...
สำหรับคนอายุ 75เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย

พอกลับถึงบ้าน ตอนอยู่บนเครื่องบิน เคยตั้งใจว่าจะขอกอดแม่ให้ชื่นใจสักครั้ง
แต่พอมาเห็นแม่ แม่ที่ยืนอยู่ตรงหน้า ผอมแห้ง
หน้าตาเ *** ่ยวย่นช่างไม่เหมือนแม่คนก่อนหน้านี้เลย...

แม่ใช้เวลาทั้งชั่วโมงเตรียมอาหารที่ลูกเคยชอบ
โดยที่หาทราบไม่ว่าเดี๋ยวนี้ลูกไม่ได้ชอบอาหารแบบนั้นแล้ว
และเพราะแม่ตาไม่ค่อยดี รสชาติอาหารจึงแย่มากๆ บางจานก็เค็มจัด
บางจานก็จืดสนิท ผ้าห่มที่แม่อุตส่าห์เตรียมให้ ทั้งหนาทั้งหยาบ
ไม่สบายกายเลย แม่หารู้ไม่ว่าเดี๋ยวนี้ลูกนอนห้องแอร์และใช้ผ้าห่มขนแกะแล้ว
แต่เขาก็ไม่บ่นอะไร
เพราะเขาตั้งใจจะกลับมาเป็นเพื่อนแม่จริงๆ

สองสามวันแรก แม่ยุ่งอยู่กับเรื่องจิปาถะ จนไม่มีเวลาพักผ่อน พอเริ่มได้พัก
แม่ก็เริ่มพูดมาก สอนโน่นสอนนี่ พูดแต่ปรัชญาเก่าๆ ซึ่งปรัชญาเหล่านั้น 10
กว่าปีก่อนก็เคยพูดแล้ว พอลูกบอกให้ฟังว่า
ปรัชญาเหล่านั้นไม่ทันสมัยแล้วแม่ก็เริ่มนิ่งเงียบและเศร้าซึม


“เหตุการณ์เริ่มแย่ลงเรื่อยๆ ผมพบว่าสุขภาพแม่แย่ลง โดยเฉพาะสายตา
อาหารบางจานมีแมลงวันด้วย บางทีอาหารหกบนเตา แม่ก็เก็บใส่จานตามเดิม
ครั้นผมพยายามชวนแม่ไปกินนอกบ้าน แม่ก็บอกอาหารข้างนอกไม่สะอาด
ของแปลกปลอมเยอะ เมื่อผมบอกแม่ว่าจะหาคนรับใช้มาช่วยแม่สักคน
แม่ก็โวยวายว่าแม่เองยังสามารถทำงานเลี้ยงดูเด็กให้ผู้อื่นได้เลย
ผมเลยพูดไม่ออกพอผมจะออกไปช้อปปิ้ง แม่ก็จะตามไปด้วย ทำเอาวันนั้นทั้งวัน
พวกเราไม่ได้ไปช้อปปิ้งเลย...”

“พอพวกเราเริ่มคุยกันในเรื่องทันสมัย แม่ก็จะหาว่าพวกเราเพี้ยน
ผมก็เริ่มบอกแม่อย่างไม่ค่อยเกรงใจว่า แม่ นี่มันสมัยใหม่แล้ว
แม่ต้องหัดมองโลกในแง่ใหม่ๆบ้าง... ช่วงครึ่งเดือนหลังที่อยู่กับแม่
ผมเริ่มขัดแม่มากขึ้นเรื่อยๆ
และรู้สึกรำคาญเพิ่มมากขึ้นแต่เราไม่เคยทะเลาะกันนะ พอผมขัดแม่
แม่ก็หยุดกึกลง ไม่พูดไม่จา ในตามีแววเหม่อลอย –
โลกซึมเศร้าแบบคนแก่ของแม่ชักหนักขึ้นเรื่อยๆ”

“ได้เวลาที่ผมจะต้องเดินทางกลับ
แม่ดึงกล่องกระดาษกล่องหนึ่งออกมาในนั้นเป็นข่าวหนังสือพิมพ์ที่แม่ตัดเก็บไว้ในช่วงที่ผมไปอยู่เมืองนอก
แม่เริ่มสนใจข่าวต่างประเทศเมื่อผมเดินทางไปนอก
ทุกครั้งที่มีข่าวตึงเครียดในประเทศนั้นๆ แม่จะตัดข่าวเก็บไว้
ตั้งใจจะมอบให้ผมตอนที่ผมกลับมา แม่พูดอยู่เสมอว่า
อยู่นอกบ้านนอกเมืองต้องระวังตัวให้มากๆ
ครั้งหนึ่งมีเรื่องคนญี่ปุ่นต่อต้านและข่มเหงคนจีน มีการปะทะกันด้วย
แม่เป็นห่วงมาก
ถามเพื่อนบ้านว่าจะส่งข่าวไปเตือนผมที่ญี่ปุ่นได้อย่างไรตอนนั้นผมสอนอยู่ที่ญี่ปุ่น”


แม่ดึงเอาปึกกระดาษข่าวนั้นออกมาอย่างยากลำบากวางใส่ในมือผมเหมือนของวิเศษชิ้นหนึ่ง
มันหนักมาก ผมเริ่มรู้สึกลำบากใจเพราะผมไม่อยากนำกลับไป
มันไม่มีประโยชน์อะไรแล้วผมรู้ว่าแม่เก็บมันด้วยความยากลำบาก
แม่สายตาไม่ค่อยดี ต้องใช้แว่นขยาย
อ่านได้วันละ 2 หน้าก็เก่งแล้ว นี่ยังตัดเก็บได้ขนาดนี้
ทันใดนั้นมีข่าวแผ่นหนึ่งปลิวหลุดลงมา
แม่รีบเอื้อมไปหยิบแต่แทนที่แม่จะเก็บเข้ากองเดิม
แม่กลับพับเก็บไว้ในกระเป๋าของตัวเอง

ผมรู้สึกเอะใจ เลยถามว่า “แม่ นั่นกระดาษอะไร
ขอผมดูหน่อยนะ”แม่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
จึงล้วงออกมาวางบนข่าวปึกนั้นแล้วหุนหันเข้าครัวไปทำกับข้าวทันที


ผมหยิบแผ่นข่าวนั้นขึ้นมาดู มันเป็นบทความบทหนึ่ง ชื่อว่า “เมื่อฉันแก่ตัวลง”
ตัดจากหนังสือพิมพ์เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2004
เป็นช่วงที่ผมเริ่มเถียงกับแม่ถี่มากขึ้นทุกทีบทความนั้นคัดมาจากนิตยสารฉบับหนึ่งของเม็กซิโก
ฉบับเดือนพฤศจิกายน ผมอ่านบทความนั้นทันที ....


เมื่อฉันแก่ตัวลง.....ไม่ใช่ฉันที่เคยเป็น ขอโปรดเข้าใจฉัน
มีความอดทนต่อฉันเพิ่มขึ้น.กสักนิด

ถ้าฉันทำน้ำแกงหกใส่เสื้อตัวเอง....ถ้าฉันลืมวิธีผูกเชือกรองเท้า
ขอให้คิดถึงตอนเธอเด็กๆ...ที่ฉันสอนเธอหัดทำทุกอย่าง


ถ้าฉันเริ่มพร่ำบ่นแต่เรื่องเดิมๆที่เธอรู้สึกเบื่อ….ขอให้อดทนสักนิด
อย่าเพิ่งขัดฉัน ตอนเธอยังเล็กๆ ฉันยังเคยเล่านิทานซ้ำๆซากๆ จนเธอหลับเลย

ถ้าฉันต้องการให้เธอช่วยอาบน้ำให้ อย่าตำหนิฉันเลยนะ
ยังจำตอนที่เธอยังเล็กๆได้ไหม
ฉันต้องทั้งกอดทั้งปลอบเพื่อให้....เธอยอมอาบน้ำ


ถ้าฉันงงกับวิทยาการใหม่ๆโปรดอย่าหัวเราะเยาะฉัน….
จำตอนที่ฉันเฝ้าอดทนตอบคำถาม
“ทำไม ทำไม”ทุกครั้งที่เธอถามได้ไหม


ถ้าฉันเหนื่อยล้าจนเดินต่อไม่ไหว
ขอ....จงยื่นมือที่แข็งแรงของเธอออกมาช่วยพยุงฉัน
เหมือนตอนที่ฉันพยุงเธอให้หัดเดินในตอนที่เธอยังเล็กๆ


หากฉันเผอิญลืมหัวข้อที่กำลังสนทนากันอยู่โปรดให้เวลาฉันคิดสักนิด
ที่จริงสำหรับฉันแล้ว.....กำลังพูดเรื่องอะไรไม่สำคัญหรอก
ขอเพียงมีเธออยู่ฟังฉัน......ฉันก็พอใจแล้ว


ตอนนี้ถ้าเธอเห็นฉันแก่ตัวลง...ไม่ต้องเสียใจ...ขอให้เข้าใจฉัน....สนับสนุนฉัน
ให้เหมือนตอนที่ฉันสนับสนุนเธอตอนเธอเพิ่งเรียนรู้อะไรใหม่ๆ


ในตอนนั้น....ฉันนำพาเธอเข้าสู่เส้นทางชีวิต
ตอนนี้....ขอให้เธอเป็นเพื่อนฉันเดินไปให้สุดเส้นทางของชีวิต……
โปรด....ให้ความรักและความอดทนต่อ....ฉัน


ฉันจะยิ้มด้วยความขอบใจ....
ในแววตาอันฝ้าฟางของฉัน....มีแต่ความรักอันหาที่สิ้นสุดมิได้
ของฉันที่มีให้กับ..........เธอ


ผมอ่านบทความนั้นรวดเดียวจบทันที.... เกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
ตอนนั้นแม่เดินออกมา
ผมแกล้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้นตอนแรกแม่คงอยากให้ผมได้อ่านบทความนี้หลังจากผมกลับไปแล้วจึงคะยั้นคะยอให้ผมนำข่าวปึกนั้นกลับไป
ตอนผมจัดกระเป๋าเดินทาง
ผมต้องสละไม่เอาสูทกลับไป 1 ตัว
จึงยัดเก็บปึกข่าวเหล่านั้นเข้าไปได้รู้สึกแม่จะดีใจมากเหมือนกับว่าหนังสือพิมพ์เหล่านั้นเป็นยันต์โชคลาภสำหรับผมและเหมือนกับว่าการที่ผมยอมรับหนังสือพิมพ์เหล่านั้นผมได้กลับมาเป็นเด็กดีของแม่.กครั้งหนึ่งแม่ตามมาส่งผมจนถึงรถแท็กซี่เลยที่เดียว


หนังสือพิมพ์ที่ผมนำกลับมาเหล่านั้น ไม่ได้ใช้ทำประโยชน์อะไรเลย แต่บทความ
“เมื่อฉันแก่ตัวลง” บทนั้น ผมได้ตัดเก็บไว้ในกรอบ เอาไว้ข้างตัวฉันตลอดไป

ตอนนี้ ผมขออุทิศบทความนี้
ให้กับลูกๆทั้งที่พเนจรและไม่ได้พเนจรทั้งหลาย...ถ้ามีเวลาว่างก็แวะไปหาท่าน
หรือไม่ก็โทรไปหาท่านบ้าง บอกท่านว่าคุณอยากกินอาหารที่ท่านทำเสมอ....
ท่านไม่ได้ต้องการอะไรจากเรามากไปกว่า...แค่ได้รับรู้ว่า
เราสุขสบายดี..ถ้าหากเราไม่สามารถไปเยี่ยมท่านได้....ตอนคุยโทรศัพท์กับท่าน...โปรดยิ้มให้กว้างๆและยิ้มบ่อยๆ...แม้ท่านจะมองไม่เห็น..แต่ท่านจะรู้สึกได้......
8/5/2006

2553 ถึงคราวสิ้นชาติ จุดจบประเทศไทย

ไปเจอมาเลย copy มาให้อ่านกัน
2553 จุดจบประเทศไทย 
 

ถ้ายังเป็นคนไทยต้องอ่าน 

ถ้ายังเป็นคนไทยอยู่ช่วยอ่านด้วย เรื่องนี้ คนไทยทุกคน ควรที่จะได้รู้
ประเทศต่างๆในโลกนี้มีเกิด มีดับ ตลอดเวลา ประเทศไทยก็ไม่พ้นวิถีนี้เช่นกัน 
 

สืบเนื่องจากการบรรยายของคุณนิติภูมิ
ซึ่งเป็นสื่อมวลชนซึ่งเป็นสถาบันที่สตาลินสร้างขึ้น
เพื่อสร้างภูมิปัญญาหวังครองโลกในสมัยหนึ่ง เมื่อหลายปีก่อนคุณนิติภูมิ
ได้ทำนายไว้ว่า
ประเทศอินโดนีเชียจะแตกเป็น 6-14ประเทศ ซึ่งในตอนนั้น
นักรัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัย
ต่างๆ หัวเราะจนฟันกระเด็น แต่ต่อมาพอปี 2542 เหตุการณ์ ก็เริ่มเป็นจริง!
ประเทศอินโดฯ
ได้เริ่มแตกเป็น ติมอร์ และตอนนี้ก็กำลังจะเกิดประเทศอาเจะ
และอีกหลายประเทศที่จะเกิด
ตามมา ในวันที่ 11 ธันวาคม 2543 ที่ผ่านมาที่งานคนดีศรีสังคม ณ
หอประชุมวัฒนธรรมฯ
คุณนิติภูมิได้บรรยายว่า ประเทศไทยจะต้องแตกเป็นประเทศใหม่อีก 4 - 6 ประเทศ
แน่นอน!
ทั้งนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดขึ้นอย่างมีกระบวนการ 

โดยสถานการณ์จะเริ่มชัดขึ้นในปี 2553 ซึ่งเป็นปีที่ข้อตกลง GATTs
จะเริ่มมีผลสมบูรณ์
การค้าเสรีจะมีผลสมบูรณ์
สินค้าเกษตรต่างๆจากต่างประเทศจะทะลักเข้ามาในประเทศไทย
จำนวนมหาศาล
ในขณะที่เกษตรกรของไทยจะไม่กินสินค้าเกษตรของไทยด้วยกันและสินค้า
เกษตรของไทยก็จะขายไม่ออก
เนื่องจากมีต้นทุนที่สูงกว่าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศ
ประกอบกับการที่การพัฒนาการเกษตรของไทยได้พัฒนาอย่างผิดทิศทาง เป็นการพัฒนา
แบบปลูกพืชเชิงเดี่ยว ทำให้คนปลูกลำใยไทยก็จะปลูกแต่ลำใย
จะกินข้าวก็ต้องซื้อข้าวเวียด-
นามมากิน คนปลูกข้าวไทยก็ต้องไปซื้อหอมกระเทียมจากจีนมากิน คนปลูกหอม
กระเทียม จะไม่ซื้อลำใยจากไทยแต่จะไปซื้อจากเกาหลีมากิน
เป็นวงจรอย่างนี้ทำให้สินค้าเกษตรของ
ไทยขายไม่ได้ 

เพราะแม้แต่เกษตรกรไทยด้วยกันก็ยังไม่ซื้อของเกษตรไทยด้วยกันมากินเนื่องจากสินค้าของ
ต่างประเทศมีต้นทุนถูกกว่าสินค้าเกษตรของไทยมีต้นทุนที่สูงกว่า
เพราะใช้ปัจจัยการผลิตปุ๋ย
ยาของต่างประเทศ พันธุ์พืชก็ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เนื่องจากในอีก 10
ปีข้างหน้าพันธุ์
กรรมท้องถิ่นจะถูกทำลายจาก GMOs และเมื่อเกษตรกรไทยซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่
ร้อยละ 80
ของประเทศอยู่ไม่ได้ วิกฤตที่มหาโหดสุดก็จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย 
รัฐบาลไทยจะไม่มีปัญญาที่จะแก้ไขปัญหาได้เพราะมาตรการทางการเงินก็จะใช้ไม่ได้
เนื่อง
จากธนาคารไทยกลายเป็นของต่างประเทศหมดแล้ว ไฟฟ้าก็แพงขึ้น น้ำมันก็แพงขึ้น
โทรศัพท์
แพงขึ้น
เนื่องจากวิสาหกิจเหล่านี้กลายเป็นของต่างชาติหมดแล้วเขาสามารถตั้งราคาได้ตาม
ใจชอบ
ถ้ารัฐบาลไปขอให้ลดราคาก็จะได้รับคำตอบว่าเขาจะไม่มีกำไรธุรกิจจะอยู่ได้ด้วยกำไร
เท่านั้น ถ้าเขาไม่มีกำไร เขาก็จะตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดโทรศัพท์
คุณเลือกเอาว่าจะยอมจ่ายในราคา
ที่แพงหรือว่าจะยอมไม่มีใช้ 

ดังนั้น รัฐบาลในอนาคตจะได้แต่นั่งทำตาปริบๆๆ เมื่อเกษตรกรไทยอยู่ไม่ได้
การขายที่ดินราคา
ถูกๆและจำนวนมหาศาลจะตามมาคนที่มีกำลังซื้อก็คือชาวต่างชาติ
ซึ่งปัจจุบันก็ปรากฏ แล้วว่า
ที่ดินบริเวณภาคตะวันออกได้ถูกต่างชาติกว้านซื้อไปเป็นจำนวนมากแล้ว
เกษตรกรไทยที่ขายที่
ดินได้ก็ไม่สามารถนำเงินที่ได้ไปลงทุนให้เกิดรายได้ได้
เพราะธุรกิจอื่นๆได้ตกอยู่ในกำมือของ
ต่างชาติแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการค้าปลีกก็ตกอยู่ในมือของ Big C, Lotus,
Carrefour, ธุรกิจอาหาร
ก็ตกอยู่ในมือของ KFC, Pizzahat, McDonal,สิ่งทอเสื้อผ้าก็ของพวกฝรั่งเศส
ฯลฯ ดังนั้น เงินตราของไทยก็มีแต่จะถูกดูดออก
เหมือนกับคนที่เลือดไหลไม่หยุด... เมื่อคนจนอยู่ไม่ได้ รัฐจะอยู่ได้ ฤา ? 

4 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะเป็นแห่งแรกที่จะขอแยกตัวออกจากประเทศไทย
เนื่องจากความแตก
ต่างที่เห็นชัดเจนและความแตกต่างทางวัฒนธรรม ในปี 2553
คนไทยภาคใต้จะเห็นด้วยกับการ
แยกประเทศเพราะเห็นความล้มเหลวของรัฐบาลไทย การเมืองไทย การคัดค้านจะน้อยลง
การสนับ
สนุนให้แยกจะทวีความรุนแรงขึ้นจนรัฐบาลไทยไม่สามารถควบคุมได้ถ้ารัฐบาลใช้กำลังทหาร
ก็จะ
ถูกต่างชาติส่งทหารมาต่อต้านกองทัพไทย
ซึ่งแน่นอนกองทัพไทยไม่มีปัญญาไปต่อสู้อยู่แล้ว การ
แยกตัวจะสำเร็จได้ในไม่นาน
จากนั้น ภาคตะวันออก บริเวณจันทบุรี ตราด ระยอง ฉะเชิงเทรา
จะขอแยกตัวตามมา
เนื่องจากที่
ดินแถบนั้นกลายเป็นของต่างชาติหมดแล้ว
เนื่องจากที่ดินบริเวณดังกล่าวถูกใช้เป็นแหล่งพันธุกรรม
ของต่างชาติ ทั้งสมุนไพร อาหารต่างๆ เมื่อรัฐบาลไทยเป็นอุปสรรคของต่างชาติ
การขอแยกตัวก็
จะทำได้ไม่ยาก นั่นหมายถึง การซื้อประเทศไทย คล้ายกับที่สหรัฐอเมริกาซื้อรัฐ
Alaska จาก
Russia ถ้าไทยต่อต้าน เจอทหารต่างชาติแน่ 

เราจะเตรียมรับมือกับวิกฤติในอนาคตอย่างไร ? ผมติดตามงานเขียนคุณนิติภูมิ
มาหลายปีและสิ่งที่
เขียนในไทยรัฐหน้า 2 เกือบทุกวันนั้น ไม่น่าเชื่อเลยว่า
หนังสือพิมพ์ต่างประเทศจะเอาข้อมูลงานเขียน
ของนิติภูมิไปแปลลงหนังสือพิมพ์ต่างประเทศ ในการวิเคราะห์บ่อยครั้ง
ที่นิติภูมิ มองการค้า การเมือง
สังคมไปพร้อมๆ กันรวมทั้งประวัติศาสตร์ เขามอง อาเจนติน่า
ก่อนล่มสลายทางเศรษฐกิจ ก่อนล่มจริง
ๆ เขาทำนายการเกิดสงคราม อเมริกากับอิรัค ข้อคิด รวมทั้ง
อนาคตชาวเชเชนไว้น่าสนใจ ผมว่า สิ่งที่
เขาพูดเป็นไปได้ 

นิติภูมิ ทำให้ผมต้องกลับมาซื้อของโชห่วยของคนไทย แทนที่ไปเดิน big-c lotus
careflour เพราะผม
บอกแม่บ้านและลูกๆ ว่า เราซื้อของร้านโชห่วย ข้างบ้าน
ไม่ต้องไปห้างใหญ่อีกเพราะอะไรเพราะเราไป
คาร์ฟู เงิน100 บาทที่เราจ่ายไปจะไปสู่ฝรั่งเศส 86บาท เหลือให้คนไทย 14บาท
เพราะของต่างชาติ
เกือบ 100 เปอร์เซนต์ บิกซี โลตัสเหมือนกัน
นิติภูมิเคยเอาเปอร์เซนต์ที่ต่างชาติถือหุ้นมาลงให้ดู ของ3
ห้างดัง ผมตกใจมาก และตัดสินใจซื้อน้ำปลาข้างบ้านตั้งแต่วันนั้น
เพราะว่าต่างชาติถือหุ้นกว่า 90 เปอร์
เซ็นต์แล้ว บางห้าง 86 เปอร์เซ็นต์.... 

สอนลูกว่ามันจะแพงกว่าห้าง 3 บาท ก็ซื้อที่นี่มันจะแพงกว่า 5
บาทก็ซื้อที่นี้ เพราะมันจะเป็นภาษีคน
ไทย กลับมาหาลูกเอง ผมคิดแบบนี้จริงๆๆ ถ้าซื้อห้าง1,000บาท
มันไหลไปต่างประเทศ 900บาท ที่เหลือ
100 บาท ที่เห็นจ่ายค่ายามเฝ้าห้างไง 

มองอาเจนติน่าง่ายนิดเดียว ห้างต่างชาติบุกไปตั้งมากกว่า 400 ห้าง
ทั่วประเทศคนอาเจนติน่าจึงทำเงิน
ส่ง คาร์ฟู ส่งห้างต่างชาติ เกือบ100 เปอร์เซ็นต์ เงินคนทั้งชาติของชาวอาเจน
จึงไหลไปหมด ในประเทศ
จึงไม่เหลืออะไร ทางสุดท้ายที่ไม่น่าเชื่อเลยว่าทำได้
ผมพาลูกผมหัดทานขนมกรอบๆ ห่อน้อยลง เลิกกิน
kfc และพยายามทานให้ลดลง และจำนวนหนต่อปีน้อยสุด 

ผมอธิบายวิธีสิ้นชาติแบบทางเศรษฐกิจตั้งแต่เริ่มจนจบให้เด็กๆ ที่บ้านลูกๆ
ฟังหัดให้ลูกมาทานบัวลอย 
ขนมชั้น ข้าวเหนียวเปียกแทน ถั่วดำข้าวเหนียว ดีครับ ได้ผลลูกเปลี่ยนวิธีกิน
วิธีคิดไปเลย เปลี่ยนไปได้
มาก พอเย็นๆ สั่งผม ซื้อเต้าส่วนบ้าง ขนมชั้นบ้าง ลูกเดือยบ้าง
ผมพูดนิดนึงที่เขาเข้าใจคือ ผมไปตลาด
ซื้อไก่ทอดแม่ค้ามา 3 ขาไก่ทอดแบบไทยๆ แล้วผมไปkfc ซื้อมา 3 ชิ้น เลือกน่อง
ครับเหมือนกัน ราคา
ต่างกันลิบเลย ผมก็อธิบายคำว่า license ค่าลิขสิทธิ์ ให้ลูกฟัง 

ผมบอกว่า X ไก่ 35บาท ค่าไก่ 15บาท ที่เหลือเป็นลิขสิทธ์
ไก่แม่ค้าที่ถูกเพราะไม่มีค่าลิขสิทธิ์ ใบตอง
ที่ห่อขนมไทย ไม่มีลิขสิทธิ์ มันเป็น วัสดุธรรมชาติ ย่อยสลายได้ไม่ถึง 3
เดือน X ขนมต่างชาติ ห่อสวย
แพง เพราะยี่ห้อมันมีลิขสิทธิ์ เวลามันหล่นที่พื้น
ไม่มีคนเก็บมันจะย่อยสลายภายใน200ปี ผมสอนแบบนี้
ลูกผมเปลี่ยนวัฒนธรรมไปเลย ผมทำได้และทำแล้ว 
 

ปล.ใคร่จะขอกรุณาช่วยนำบทความไปเผยแพร่ต่อ จะเป็นพระคุณมากครับ 

ยาวไปหน่อย แต่อยากให้อ่าน เพื่อที่ไทยเราจะได้อยู่รวมเป็นชาติไทยต่อไป 

** เมื่อกี้ดูที่นี่ประเทศไทย เปิดเพลงชาติให้ฟัง
ไม่เคยฟังแล้วรู้สึกว่าอยากร้องไห้เท่าวันนี้เลย ฟังแล้วเห็น
ภาพที่คนไทยทั้งประเทศช่วยกันช่วยเหลือพี่น้องชาวใต้แต่อยากจะขออีกอย่างหนึ่งคือรักชาติหน่อย
ช่วย
กันหน่อยครับซื้อสินค้าไทย
เลิกได้แล้วกับการซื้อของแบรนเนมมันจะทำให้ชาติล่มจม
 
อยากให้ไปดูภัยของ
ห้างต่างชาติ และภัยของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ link นี้เลยครับ
6/16/2006

มือถือในหลวง

หวังว่าทุกๆคนคงยังจำสมัยที่ PCT ออกมาวางตลาดใหม่ๆ
เครื่อง sharp ที่ทาง True แจกให้ทุกคนทดลองใช้ฟรีกัน
รุ่นฝาพับแหละครับ ตัวเล็กๆ

รู้กันไหมว่า
ในหลวงพระองค์ท่านยังคงทรงใช้ PCTรุ่นนั้นอยู่ ณ ปัจจุบัน
 
ได้ยินมาจากผู้บริหาร True ว่า
ครั้งหนึ่งเคยนำรุ่น sanyoที่เป็นรุ่นหาคลื่นได้มาถวายท่าน
เพราะเห็นว่าท่านทรงใช้เครื่องเก่าจึง นำเครื่องใหม่ไปถวาย
 
พระองค์ตรัสได้น่าประทับใจจริง ๆ

"เอามาให้ฉันทำไม ในเมื่อเครื่องเก่าฉันก็ยังใช้ได้อยู่"
 
ท่านทรงประหยัดเพื่อประเทศเรามากๆ
 
แต่คนธรรมดาอย่างเรากลับมีความรู้สึกที่จะอยากได้รุ่นใหม่ๆ
เข้าใจว่าบางคนเนี่ยะซื้อมือถือเพราะหลายเหตุผล
ที่ตั้งเพียงแค่อยากจะบอกว่า
 
"ช่วยกันประหยัดเถอะ"
 
พระเจ้าอยู่หัวของเราทรงงานตรากตรำเพื่อพวกเรา
หากเพื่อนๆพี่ๆน้องๆได้ทำงานใกล้ชิดท่านจะรู้ว่า
 
"น่าภูมิใจที่ได้เกิดเป็นคนไทย"
 
ไม่ได้ห้ามหากใครจะซื้อถูกซื้อแพง
แต่อยากให้ใช้งานให้คุ้มทุกบาททุกสตางค์ที่เสียไป
เวลาซื้อถามตัวเองนิดนึงว่า Tool or Toy
ชอบประโยคคำถามนี้มาก
 
ขอพระองค์ จงทรงพระเจริญ
 
ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง
ตามพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัว
 
"ผมรักพ่อครับ"
6/6/2006

กาแฟใส่เกลือ...

เขาเจอเธอในงานเลี้ยงแห่งนึง
เธอดูโดดเด่นมาก
 และมีคนมากมายรุมล้อมเธอ
 ในขณะที่เขาดูเป็นผู้ชายธรรมดาคนนึง
ไม่มีใครใส่ใจเขาเลย

 และหลังงานเลี้ยงเลิก
เขาได้มีโอกาสชวนเธอไปทานกาแฟต่อ
 เธอประหลาดใจมาก
 แต่ท่าทีที่สุภาพของเขา ทำให้เธอตอบตกลง
 
 พวกเขานั่งในร้านกาแฟดีๆแห่งนึง
 เขาดูประหม่าจนพูดอะไรไม่ออก
เธอรู้สึกอึดอัดมาก
จนคิดในใจว่า
ได้โปรดให้ฉันกลับบ้านเหอะ
 แต่ทันใดนั้น.....

 เขาถามบ๋อยว่า ขอเกลือป่นได้ไหม
 อยากเอามาใส่ในกาแฟ
ทุกคนในร้านหันมาจ้องเขาด้วยความประหลาดใจ
เขาอายจนต้องก้มหน้า
 แต่ก็ยังเติมเกลือลงในกาแฟ และก็ดื่มมันเสียด้วย

ทำให้เธอต้องถามเขาอย่างอดไม่ได้ว่า ทำไมชอบกาแฟรสชาติแบบนี้
 เขาตอบว่า เมื่อเขายังเด็ก
 บ้านเกิดเขาอยู่ริมทะเล
 เขาเป็นลูกน้ำเค็ม
 เล่นกับทะเลทุกวัน เคยชินกับรสเค็มของเกลือ
 เหมือนกับรสชาติของกาแฟเค็ม
เพราะฉะนั้นเมื่อทุกครั้งที่เขาได้ลิ้มรสกาแฟเค็มๆ
เขาก็จะคิดถึงวัยเด็ก
คิดถึงบ้านเกิด
เขาคิดถึงพ่อแม่ทียังอยู่ที่นั่น
 
 เขาเล่าไปก็น้ำตาไหลอาบแก้ม
 เธอรู้สึกสงสารเขาจับใจ
 นั่นเป็นความในใจลึกๆของเขา
 ผู้ชายคนไหนที่กล้าบอกว่าเขาคิดถึงบ้าน
 แสดงว่าเขาต้องรักครอบครัวอย่างมาก
และมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว
 ดังนั้นเธอก็เริ่มประทับใจในตัวเขา
 เริ่มชวนเขาคุย
 เล่าถึงบ้านเกิดของเธอบ้าง
 ชีวิตในวัยเด็ก ครอบครัวของเธอ
 เธอกับเขาคุยกันถูกคอมากขึ้นเรื่อยๆ
 และจากการเริ่มต้นที่ดี
 ทำให้เขากับเธอคืบหน้าความสัมพันธ์ต่อไป

จนทีสุด เธอก็ค้นพบว่า เขาคือผู้ชายแบบที่เธอต้องการอย่างแท้จริง
เขาใจกว้าง อ่อนโยน อบอุ่น และดูแลเป็นอย่างดี
เขาเป็นผู้ชายที่สมบูรณ์แบบ แต่เธอเกือบจะมองข้ามเขาไป!
 ต้องขอบคุณกาแฟแก้วนั้น
 และชีวิตรักที่สวยงามเช่นนี้ ก็เหมือนดังเรื่องทั่วไป
 เมื่อเธอตกลงใจแต่งงานกับเขา
 และก็มีความสุขมาโดยตลอด....
 โดยทุกๆครั้งที่เธอชงกาแฟให้กับเขา
 เธอต้องใส่เกลือลงไปในกาแฟให้ทุกครั้งไป
 เธอรู้ว่านี่เป็นกาแฟที่เขาชอบมากที่สุด

 หลังจากนั้นอีกสี่สิบปี
เขาก็จากเธอไป
ทิ้งจดหมายไว้ให้เธอฉบับนึง
 ข้างในมีใจความว่า
 ที่รัก อภัยให้ผมด้วย
ที่ต้องโกหกคุณชั่วชีวิต
 มีเรื่องเดียวเท่านั้นที่ผมโกหกคุณ เรื่องกาแฟเค็มนั่น
 จำวันแรกที่เรามีนัดกันได้ไหม
 ผมประหม่ามากในตอนนั้น
 จริงๆแล้วผมต้องการน้ำตาล แต่ผมพูดผิดเป็นขอเกลือ
ซึ่งมันยากที่จะกลับคำในตอนนั้น ผมจึงต้องปล่อยมันไป
 ซึ่งผมไม่คิดว่า นั่นจะทำให้เราได้เริ่มต้นการพูดคุยกัน
 ผมพยายามที่จะสารภาพกับคุณหลายต่อหลายครั้ง
 แต่ผมก็ไม่กล้าที่จะสารภาพออกไป
 ทำให้ผมสัญญากับตัวเองว่า จะไม่โกหกอะไรคุณอีกแม้แต่ครั้งเดียว
 ตอนนี้ผมจากไปแล้ว ผมไม่ต้องหวาดกลัวอะไรอีก
 ดังนั้นจึงเล่าความจริงในจดหมายฉบับนี้
 
 แท้จริงแล้วผมไม่ได้ชอบทานกาแฟรสเค็มเลยแม้แต่น้อย
 มันรสชาติค่อนข้างแย่ทีเดียว
 แต่ว่าผมทานมันตลอดทั้งชีวิตตั้งแต่ได้รู้จักคุณ
 ผมไม่เคยนึกเสียใจในสิ่งที่ทำเพื่อคุณเลย
 การได้พบคุณเป็นความสุขอันยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดชีวิตของผม
 ถ้าผมได้มีโอกาสมีชีวิตอีกครั้ง
ผมก็ยังอยากจะได้พบคุณ และมีคุณเป็นภรรยาผมอีกครั้งเช่นกัน
แม้ว่าผมจะต้องดื่มกาแฟรสเค็มอีกตลอดชีวิตก็ตาม!

น้ำตาของเธอหยดใส่กระดาษจดหมายจนเปียกชุ่ม
 และหลังจากนั้น หากมีใครถามเธอ
 กาแฟรสเติมเกลือรสชาติเป็นเช่นไร
 เธอก็จะตอบเสมอว่า " มันหวาน "
1/27/2006

เพลงทำมือ

ช่วงนี้ไม่ได้อัพ blog เลยและก็คงไม่ได้มาอัพซักเท่าไหร่
 
พอดีมีเพื่อนคนหนึ่งชื่ออ๊อก เค้านำเสนอเพลงเค้าให้ผมฟัง
 
ผมฟังแล้วผมชอบนะ ผมเลยอยากนำเสนอให้เพื่อนๆได้ฟังบ้าง
 
มี 2 เพลงนะครับ ชื่อเพลง "ขอ" กับเพลง "โทร"
 
ลองฟังดูนะครับ...
 
 
 
ฟังแล้วไม่ถูกใจตามไปด่ามันได้ที่ blog มันนะครับ
 
 
Photo 1 of 5