เฮียคิ้ง's profile...เ ฮี ย คิ้ ง...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
9/22/2007 你好ไม่ได้อัพ space มานานมากๆ พอดีไปเจอเรื่องนี้เลยอดมาอัพไว้ให้อ่านไม่ได้
สายซ้อนและ Miss Call สายสุดท้าย...ของแม่ ได้รับ Forward mail มา อยากให้อ่าน
> กัน สอนอะไรลึกๆในนั้นดี สำหรับคนเป็นลูก และความรักของคนเป็นแม่----------- > ----------------------------------->ก่อนอื่นต้องขออภัยสำหรับเจ้าของต้น > เรื่อง มันอาจตอกย้ำความเจ็บปวดกับคุณในเรื่องนี้ แต่เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ควร > เผยแพร่เพื่อตอกย้ำคนที่ได้ชื่อว่าลูกทุกคนให้หันกลับมาดูคนที่ส่งเสียคุณเลี้ยง > ดูคุณมาด้วยความเหนื่อยยาก วันนี้เราหันไปเหลียวท่านบ้างหรือเปล่า ก่อนจะไม่มี > โอกาสดูแล เมื่อท่านจากเราไปแล้วการจัดงานใหญ่โตมันไม่มีประโยชน์อะไร เวลา > ท่านอยู่ทำไมไม่ทำ ? ความรู้สึกของน้องคนหนึ่งที่บรรยายออกมาจากใจ ในขณะ > ที่.... ผมก็เป็นเช่นเด็กวัยรุ่นทั่วๆไป เรียน เที่ยว นอน กิน ดึกๆผมก็โทรคุย > กับแฟนของผม ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้มันก็เป็นกิจวัตรประจำวันของผมและผมก็เชื่อว่า > ใครๆเค้าก็ทำแบบนี้กัน "จ้า ตัวเอง วันนี้กินข้าวรื้อยาง" "กินกับอะไรบ้าง แล้ว > ตอนกินตัวเองคิดถึงเค้า มั้ยเนี่ย " "รู้มั้ยตัวเอง ถ้าเค้าเป็นผีเนี่ย เค้า > อยากเป็นกระสือที่รักจะได้เห็นใจไง ""ตัวเองวาง ก่อนดิ ก่อนดิ"ประโยคต่างๆที่ผม > ได้คิดและคัดสรร เตรียมพร้อมมาต่างๆก่อนโทร ผมยังคงใช้เวลาส่วนใหญ่ตอนดึกไปกับ > การคุยโทรศัพท์ ระยะเวลาอันผมได้ใช้ไปในแต่ละครั้งนั้น พอรู้สึกอีกทีก็ผ่านไป > หลายชั่วโมงแล้ว แต่ผมก็ไม่ชอบนะ หากใครจะมาว่าผมไร้สาระ ก็ไม่เห็นหรอคนส่วน > ใหญ่เค้าก็ทำกัน "เอ้อ เกือบลืมไปอีกอย่าง กิจวัตรอีกอย่างนึงของผมก็คือ แม่ของ > ผมมักชอบโทรหาผมทุกวัน " " ตอนนี้ลูกอยู่หอรึยัง""เย็นนี้กินข้าวอิ่ม มั้ย" " > วันนี้เรียนเป็นยังไงบ้าง" "อย่าไปเที่ยวที่ไหนไกลนะ" โธ่!คำถามเดิมๆ ผมก็ตอบไป > แบบเดิมๆ แม่ผมก็ไม่เบื่อซักที ยังคงโทรหาผมเป็นประจำ โชคดีที่ผมพยายามตัดบท > คุย ผมกับแม่น่ะคุยกันไม่กี่นาทีก็วางแล้ว ก็มันไม่มีอะไรจะคุยจะให้ผมทำยัง > ไง " จนกระทั่งวันนั้น "ตัวเองตอบเค้าได้รึยังว่ารักเค้ามั้ย" "เร็วๆสิ เค้ายัง > อุฒส่าห์บอกรักตัวเองไปแล้วนะ "" แล้วยังจะใจร้ายไม่บอกรักเค้าอีกหรอ"ติ๊ดๆ > ติ๊ดๆ เสียงจากโทรศัพท์บอกผมว่ามีสายซ้อน ผมมองไปที่หน้าจอมันขึ้นชื่อ > ว่า "Home""โธ่ แม่โทรมาทำไมตอนนี้เนี่ย กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มเลย" ผมไม่สลับ > สายผม ผมยังคงคุยกับสุดที่รักของผมต่อไป เพราะผมรู้ว่าสิ่งที่แม่จะคุยกับผมก็คง > เป็นประโยคเดิมๆ "และนั่นก็เป็นโอกาสสุดท้าย ที่ผมจะมีโอกาสฟังเสียงของแม่ " > หลังจากนั้นไม่นานทางญาติของผมโทรมาแจ้งผมว่า เมื่อคืนนี้บ้านของผมถูกขโมยเข้า > และแม่ของผมขัดขืนและได้ต่อสู้กับโจร จึงถูกโจรใช้มีดแทงเข้าที่ท้อง แม่เสีย > ชีวิตเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว ญาติของผมเล่าอีกว่าตอนไปพบศพแม่นั้น ในมือของแม่ > กำโทรศัพท์ไว้แน่น และเบอร์โทรออกล่าสุดของเธอไม่ใช่โทรแจ้งตำรวจหรือเรียกรถ > พยาบาล แต่แม่เลือกที่จะโทรหา "ผม" สิ่งสุดท้ายในชีวิตที่แม่ผมเลือกที่จะทำคือ > โทรศัพท์หาผมเพื่อฟังเสียงของผม วินาทีนั้นน้ำตาของผมไหลอาบแก้ม ผมพูดอะไรไม่ > ออก มือและตัวของผมสั่น วันนั้นผมเลือกที่จะคุยกับแฟนผม ดีกว่าที่จะคุยกับแม่ > ของผม ผู้หญิงคนเดียวในโลก ที่คุยกับผมเป็นคนแรกในชีวิต ผู้หญิงคนเดียวที่ผม > สามารถที่จะคุยกับเธอได้ทุกเวลา โดยที่ผมไม่ต้องเตรียมบทพูดใดๆ ไม่ต้องกังวลว่า > เธอจะประทับใจหรือไม่ ไม่ต้องมีมุข ไม่ต้องมีคำหวานใดๆ คนเดียวในโลกที่โทรมาหา > ผมเพียงแค่ฟังผมพูดประโยคเดิมๆ คน เดียวในโลกที่ไม่ว่าโทรศัพท์เธอจะโปรโมชั่น > แพงแค่ไหนก็ยังโทรหาผม "และคนเดียวในโลกที่เลือกคุยกับผมในวินาทีสุดท้ายใน > ชีวิต " ในบางครั้งประโยคที่ว่า "ไม่มีคำว่าสาย หากเราคิดที่จะแก้ตัว" มันก็ไม่ > เป็นความจริง"เพราะบางปรากฏการณ์ในโลก เกิดขึ้นได้แค่ครั้งเดียว " อาจเป็นเพราะ > เวรกรรมของผม หลังจากนั้นไม่นานแฟนผมที่ผมใช้เวลาคุยกับเธอวันหลายๆชั่วโมงคุย > กับเธอก็ทิ้งผมไป วันนี้ผมเริ่มเข้าใจชีวิตมากขึ้น หลายๆอย่างที่คนส่วนใหญ่ทำ > มิได้หมายถึงสิ่งที่ถูกต้องเสมอไป เพราะตัวเราเท่านั้นที่เป็นผู้ต้องรับผลการ > กระทำของเราเอง "เราจะรู้ว่าสิ่งใดสำคัญ ก็ต่อเมื่อเราต้องเสียมันไป" ทุกวันนี้ > ผมนั่งมองโทรศัพท์ รอที่จะตอบคำถามเดิมๆให้ผู้หญิงคนหนึ่งฟัง แต่ผู้หญิงคนนั้น > คงไม่มีอีกแล้ว อ่านจบ พูดอะไรไม่ออกเลย... ตอนนี้มาเรียนอยู่ทีเซี่ยงไฮ้แล้วคงอีกนานกว่าจะได้กลับ
มีอะไรก็โทรหากันได้นะที่เบอร์ 008-86-13761304410 ค่าโทรไม่แพงนะ นาทีละ 7 บาทเอง
4/25/2007 ไปไต้หวันมา...ไปไต้หวันมาสนุกมากเลย ได้เพื่อนๆน้องๆที่น่ารักกันทุกคนเลย แต่กลับมาแล้วก็ต้องลุยงานกันต่อ เหนื่อยจัง เหมือนช่วงเวลาแห่งความฝันเลย โฮะๆๆๆ ได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง เด๋วว่างๆจะมาลงรูปให้ดู...
คิดถึงเพื่อนๆทุกคนนะ...
แค่คิดถึงกันบ้างก็พอ... 9/29/2006 “เมื่อฉันแก่ตัวลง”เล่าเรื่อง ให้(คนที่เป็น) ลูก ฟัง อย่าร้องไห้ล่ะ เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าของลุกผู้ชายคนหนึ่งที่ตระเวนทั้งเรียนทั้งทำงานไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำแม้เขาจะเติบกล้าเก่งกาจขึ้นเรื่อยๆ ความรู้เพิ่มมากขึ้น โลกใบนี้เริ่มเล็กลงแต่พ่อแม่ที่อยู่บ้านเดิม(ในเมืองจีน)ก็เริ่มแก่ตัวลง ลูกคนนี้ทำงานอยู่ต่างประเทศ ไม่ค่อยได้กลับมาเยี่ยมพ่อแม่ได้แต่ติดต่อกันทางจดหมาย โชคดีต่อมามีไอพีการ์ด เลยได้คุยสดกันบ้าง ทุกครั้งแม่ก็จะคอยเตือนให้ระวังสุขภาพของตัวเอง ตั้งใจทำงาน ไม่ต้องเป็นห่วงแม่ ไม่ต้องกลับมาเยี่ยมบ่อยๆ เพราะจะสิ้นเปลืองเงินทอง...ยิ่งพูดก็ยิ่งซ้ำๆซากๆ เขารู้ดีว่าแม่เริ่มคิดถึงเขามากจนกระทั่งปีนี้ แม่อายุ 75 เขาจึงตั้งใจจะกลับไปเยี่ยมแม่โดยตั้งใจว่าจะอยู่สัก 1 เดือน จะไม่ทำอะไรเป็นพิเศษ แต่ขอเป็นเพื่อนแม่เพียงอย่างเดียว พอบอกข่าวนี้ให้แม่ทราบ แม้จะมีเวลา.กตั้ง 2 เดือนเศษแม่ก็เริ่มเตรียมตัวในการต้อนรับการกลับมาเยี่ยมบ้านของลูกแม่ดึงเอาสมุดบันทึกมาจดสิ่งที่ต้องตระเตรียม แม่เตรียมรายการอาหารที่ลูกชอบ ดึงเอาผ้าห่มที่ลูกเคยชอบห่มมาปะชุนใหม่... สำหรับคนอายุ 75เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย พอกลับถึงบ้าน ตอนอยู่บนเครื่องบิน เคยตั้งใจว่าจะขอกอดแม่ให้ชื่นใจสักครั้ง แต่พอมาเห็นแม่ แม่ที่ยืนอยู่ตรงหน้า ผอมแห้ง หน้าตาเ *** ่ยวย่นช่างไม่เหมือนแม่คนก่อนหน้านี้เลย... แม่ใช้เวลาทั้งชั่วโมงเตรียมอาหารที่ลูกเคยชอบ โดยที่หาทราบไม่ว่าเดี๋ยวนี้ลูกไม่ได้ชอบอาหารแบบนั้นแล้ว และเพราะแม่ตาไม่ค่อยดี รสชาติอาหารจึงแย่มากๆ บางจานก็เค็มจัด บางจานก็จืดสนิท ผ้าห่มที่แม่อุตส่าห์เตรียมให้ ทั้งหนาทั้งหยาบ ไม่สบายกายเลย แม่หารู้ไม่ว่าเดี๋ยวนี้ลูกนอนห้องแอร์และใช้ผ้าห่มขนแกะแล้ว แต่เขาก็ไม่บ่นอะไร เพราะเขาตั้งใจจะกลับมาเป็นเพื่อนแม่จริงๆ สองสามวันแรก แม่ยุ่งอยู่กับเรื่องจิปาถะ จนไม่มีเวลาพักผ่อน พอเริ่มได้พัก แม่ก็เริ่มพูดมาก สอนโน่นสอนนี่ พูดแต่ปรัชญาเก่าๆ ซึ่งปรัชญาเหล่านั้น 10 กว่าปีก่อนก็เคยพูดแล้ว พอลูกบอกให้ฟังว่า ปรัชญาเหล่านั้นไม่ทันสมัยแล้วแม่ก็เริ่มนิ่งเงียบและเศร้าซึม “เหตุการณ์เริ่มแย่ลงเรื่อยๆ ผมพบว่าสุขภาพแม่แย่ลง โดยเฉพาะสายตา อาหารบางจานมีแมลงวันด้วย บางทีอาหารหกบนเตา แม่ก็เก็บใส่จานตามเดิม ครั้นผมพยายามชวนแม่ไปกินนอกบ้าน แม่ก็บอกอาหารข้างนอกไม่สะอาด ของแปลกปลอมเยอะ เมื่อผมบอกแม่ว่าจะหาคนรับใช้มาช่วยแม่สักคน แม่ก็โวยวายว่าแม่เองยังสามารถทำงานเลี้ยงดูเด็กให้ผู้อื่นได้เลย ผมเลยพูดไม่ออกพอผมจะออกไปช้อปปิ้ง แม่ก็จะตามไปด้วย ทำเอาวันนั้นทั้งวัน พวกเราไม่ได้ไปช้อปปิ้งเลย...” “พอพวกเราเริ่มคุยกันในเรื่องทันสมัย แม่ก็จะหาว่าพวกเราเพี้ยน ผมก็เริ่มบอกแม่อย่างไม่ค่อยเกรงใจว่า แม่ นี่มันสมัยใหม่แล้ว แม่ต้องหัดมองโลกในแง่ใหม่ๆบ้าง... ช่วงครึ่งเดือนหลังที่อยู่กับแม่ ผมเริ่มขัดแม่มากขึ้นเรื่อยๆ และรู้สึกรำคาญเพิ่มมากขึ้นแต่เราไม่เคยทะเลาะกันนะ พอผมขัดแม่ แม่ก็หยุดกึกลง ไม่พูดไม่จา ในตามีแววเหม่อลอย – โลกซึมเศร้าแบบคนแก่ของแม่ชักหนักขึ้นเรื่อยๆ” “ได้เวลาที่ผมจะต้องเดินทางกลับ แม่ดึงกล่องกระดาษกล่องหนึ่งออกมาในนั้นเป็นข่าวหนังสือพิมพ์ที่แม่ตัดเก็บไว้ในช่วงที่ผมไปอยู่เมืองนอก แม่เริ่มสนใจข่าวต่างประเทศเมื่อผมเดินทางไปนอก ทุกครั้งที่มีข่าวตึงเครียดในประเทศนั้นๆ แม่จะตัดข่าวเก็บไว้ ตั้งใจจะมอบให้ผมตอนที่ผมกลับมา แม่พูดอยู่เสมอว่า อยู่นอกบ้านนอกเมืองต้องระวังตัวให้มากๆ ครั้งหนึ่งมีเรื่องคนญี่ปุ่นต่อต้านและข่มเหงคนจีน มีการปะทะกันด้วย แม่เป็นห่วงมาก ถามเพื่อนบ้านว่าจะส่งข่าวไปเตือนผมที่ญี่ปุ่นได้อย่างไรตอนนั้นผมสอนอยู่ที่ญี่ปุ่น” แม่ดึงเอาปึกกระดาษข่าวนั้นออกมาอย่างยากลำบากวางใส่ในมือผมเหมือนของวิเศษชิ้นหนึ่ง มันหนักมาก ผมเริ่มรู้สึกลำบากใจเพราะผมไม่อยากนำกลับไป มันไม่มีประโยชน์อะไรแล้วผมรู้ว่าแม่เก็บมันด้วยความยากลำบาก แม่สายตาไม่ค่อยดี ต้องใช้แว่นขยาย อ่านได้วันละ 2 หน้าก็เก่งแล้ว นี่ยังตัดเก็บได้ขนาดนี้ ทันใดนั้นมีข่าวแผ่นหนึ่งปลิวหลุดลงมา แม่รีบเอื้อมไปหยิบแต่แทนที่แม่จะเก็บเข้ากองเดิม แม่กลับพับเก็บไว้ในกระเป๋าของตัวเอง ผมรู้สึกเอะใจ เลยถามว่า “แม่ นั่นกระดาษอะไร ขอผมดูหน่อยนะ”แม่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จึงล้วงออกมาวางบนข่าวปึกนั้นแล้วหุนหันเข้าครัวไปทำกับข้าวทันที ผมหยิบแผ่นข่าวนั้นขึ้นมาดู มันเป็นบทความบทหนึ่ง ชื่อว่า “เมื่อฉันแก่ตัวลง” ตัดจากหนังสือพิมพ์เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2004 เป็นช่วงที่ผมเริ่มเถียงกับแม่ถี่มากขึ้นทุกทีบทความนั้นคัดมาจากนิตยสารฉบับหนึ่งของเม็กซิโก ฉบับเดือนพฤศจิกายน ผมอ่านบทความนั้นทันที .... เมื่อฉันแก่ตัวลง.....ไม่ใช่ฉันที่เคยเป็น ขอโปรดเข้าใจฉัน มีความอดทนต่อฉันเพิ่มขึ้น.กสักนิด ถ้าฉันทำน้ำแกงหกใส่เสื้อตัวเอง....ถ้าฉันลืมวิธีผูกเชือกรองเท้า ขอให้คิดถึงตอนเธอเด็กๆ...ที่ฉันสอนเธอหัดทำทุกอย่าง ถ้าฉันเริ่มพร่ำบ่นแต่เรื่องเดิมๆที่เธอรู้สึกเบื่อ….ขอให้อดทนสักนิด อย่าเพิ่งขัดฉัน ตอนเธอยังเล็กๆ ฉันยังเคยเล่านิทานซ้ำๆซากๆ จนเธอหลับเลย ถ้าฉันต้องการให้เธอช่วยอาบน้ำให้ อย่าตำหนิฉันเลยนะ ยังจำตอนที่เธอยังเล็กๆได้ไหม ฉันต้องทั้งกอดทั้งปลอบเพื่อให้....เธอยอมอาบน้ำ ถ้าฉันงงกับวิทยาการใหม่ๆโปรดอย่าหัวเราะเยาะฉัน…. จำตอนที่ฉันเฝ้าอดทนตอบคำถาม “ทำไม ทำไม”ทุกครั้งที่เธอถามได้ไหม ถ้าฉันเหนื่อยล้าจนเดินต่อไม่ไหว ขอ....จงยื่นมือที่แข็งแรงของเธอออกมาช่วยพยุงฉัน เหมือนตอนที่ฉันพยุงเธอให้หัดเดินในตอนที่เธอยังเล็กๆ หากฉันเผอิญลืมหัวข้อที่กำลังสนทนากันอยู่โปรดให้เวลาฉันคิดสักนิด ที่จริงสำหรับฉันแล้ว.....กำลังพูดเรื่องอะไรไม่สำคัญหรอก ขอเพียงมีเธออยู่ฟังฉัน......ฉันก็พอใจแล้ว ตอนนี้ถ้าเธอเห็นฉันแก่ตัวลง...ไม่ต้องเสียใจ...ขอให้เข้าใจฉัน....สนับสนุนฉัน ให้เหมือนตอนที่ฉันสนับสนุนเธอตอนเธอเพิ่งเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ในตอนนั้น....ฉันนำพาเธอเข้าสู่เส้นทางชีวิต ตอนนี้....ขอให้เธอเป็นเพื่อนฉันเดินไปให้สุดเส้นทางของชีวิต…… โปรด....ให้ความรักและความอดทนต่อ....ฉัน ฉันจะยิ้มด้วยความขอบใจ.... ในแววตาอันฝ้าฟางของฉัน....มีแต่ความรักอันหาที่สิ้นสุดมิได้ ของฉันที่มีให้กับ..........เธอ ผมอ่านบทความนั้นรวดเดียวจบทันที.... เกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ตอนนั้นแม่เดินออกมา ผมแกล้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้นตอนแรกแม่คงอยากให้ผมได้อ่านบทความนี้หลังจากผมกลับไปแล้วจึงคะยั้นคะยอให้ผมนำข่าวปึกนั้นกลับไป ตอนผมจัดกระเป๋าเดินทาง ผมต้องสละไม่เอาสูทกลับไป 1 ตัว จึงยัดเก็บปึกข่าวเหล่านั้นเข้าไปได้รู้สึกแม่จะดีใจมากเหมือนกับว่าหนังสือพิมพ์เหล่านั้นเป็นยันต์โชคลาภสำหรับผมและเหมือนกับว่าการที่ผมยอมรับหนังสือพิมพ์เหล่านั้นผมได้กลับมาเป็นเด็กดีของแม่.กครั้งหนึ่งแม่ตามมาส่งผมจนถึงรถแท็กซี่เลยที่เดียว หนังสือพิมพ์ที่ผมนำกลับมาเหล่านั้น ไม่ได้ใช้ทำประโยชน์อะไรเลย แต่บทความ “เมื่อฉันแก่ตัวลง” บทนั้น ผมได้ตัดเก็บไว้ในกรอบ เอาไว้ข้างตัวฉันตลอดไป ตอนนี้ ผมขออุทิศบทความนี้ ให้กับลูกๆทั้งที่พเนจรและไม่ได้พเนจรทั้งหลาย...ถ้ามีเวลาว่างก็แวะไปหาท่าน หรือไม่ก็โทรไปหาท่านบ้าง บอกท่านว่าคุณอยากกินอาหารที่ท่านทำเสมอ.... ท่านไม่ได้ต้องการอะไรจากเรามากไปกว่า...แค่ได้รับรู้ว่า เราสุขสบายดี..ถ้าหากเราไม่สามารถไปเยี่ยมท่านได้....ตอนคุยโทรศัพท์กับท่าน...โปรดยิ้มให้กว้างๆและยิ้มบ่อยๆ...แม้ท่านจะมองไม่เห็น..แต่ท่านจะรู้สึกได้...... 8/5/2006 2553 ถึงคราวสิ้นชาติ จุดจบประเทศไทยไปเจอมาเลย copy มาให้อ่านกัน
2553 จุดจบประเทศไทย ถ้ายังเป็นคนไทยต้องอ่าน ถ้ายังเป็นคนไทยอยู่ช่วยอ่านด้วย เรื่องนี้ คนไทยทุกคน ควรที่จะได้รู้ ประเทศต่างๆในโลกนี้มีเกิด มีดับ ตลอดเวลา ประเทศไทยก็ไม่พ้นวิถีนี้เช่นกัน สืบเนื่องจากการบรรยายของคุณนิติภูมิ ซึ่งเป็นสื่อมวลชนซึ่งเป็นสถาบันที่สตาลินสร้างขึ้น เพื่อสร้างภูมิปัญญาหวังครองโลกในสมัยหนึ่ง เมื่อหลายปีก่อนคุณนิติภูมิ ได้ทำนายไว้ว่า ประเทศอินโดนีเชียจะแตกเป็น 6-14ประเทศ ซึ่งในตอนนั้น นักรัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัย ต่างๆ หัวเราะจนฟันกระเด็น แต่ต่อมาพอปี 2542 เหตุการณ์ ก็เริ่มเป็นจริง! ประเทศอินโดฯ ได้เริ่มแตกเป็น ติมอร์ และตอนนี้ก็กำลังจะเกิดประเทศอาเจะ และอีกหลายประเทศที่จะเกิด ตามมา ในวันที่ 11 ธันวาคม 2543 ที่ผ่านมาที่งานคนดีศรีสังคม ณ หอประชุมวัฒนธรรมฯ คุณนิติภูมิได้บรรยายว่า ประเทศไทยจะต้องแตกเป็นประเทศใหม่อีก 4 - 6 ประเทศ แน่นอน! ทั้งนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดขึ้นอย่างมีกระบวนการ โดยสถานการณ์จะเริ่มชัดขึ้นในปี 2553 ซึ่งเป็นปีที่ข้อตกลง GATTs จะเริ่มมีผลสมบูรณ์ การค้าเสรีจะมีผลสมบูรณ์ สินค้าเกษตรต่างๆจากต่างประเทศจะทะลักเข้ามาในประเทศไทย จำนวนมหาศาล ในขณะที่เกษตรกรของไทยจะไม่กินสินค้าเกษตรของไทยด้วยกันและสินค้า เกษตรของไทยก็จะขายไม่ออก เนื่องจากมีต้นทุนที่สูงกว่าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศ ประกอบกับการที่การพัฒนาการเกษตรของไทยได้พัฒนาอย่างผิดทิศทาง เป็นการพัฒนา แบบปลูกพืชเชิงเดี่ยว ทำให้คนปลูกลำใยไทยก็จะปลูกแต่ลำใย จะกินข้าวก็ต้องซื้อข้าวเวียด- นามมากิน คนปลูกข้าวไทยก็ต้องไปซื้อหอมกระเทียมจากจีนมากิน คนปลูกหอม กระเทียม จะไม่ซื้อลำใยจากไทยแต่จะไปซื้อจากเกาหลีมากิน เป็นวงจรอย่างนี้ทำให้สินค้าเกษตรของ ไทยขายไม่ได้ เพราะแม้แต่เกษตรกรไทยด้วยกันก็ยังไม่ซื้อของเกษตรไทยด้วยกันมากินเนื่องจากสินค้าของ ต่างประเทศมีต้นทุนถูกกว่าสินค้าเกษตรของไทยมีต้นทุนที่สูงกว่า เพราะใช้ปัจจัยการผลิตปุ๋ย ยาของต่างประเทศ พันธุ์พืชก็ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เนื่องจากในอีก 10 ปีข้างหน้าพันธุ์ กรรมท้องถิ่นจะถูกทำลายจาก GMOs และเมื่อเกษตรกรไทยซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่
ร้อยละ 80 ของประเทศอยู่ไม่ได้ วิกฤตที่มหาโหดสุดก็จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย รัฐบาลไทยจะไม่มีปัญญาที่จะแก้ไขปัญหาได้เพราะมาตรการทางการเงินก็จะใช้ไม่ได้
เนื่อง จากธนาคารไทยกลายเป็นของต่างประเทศหมดแล้ว ไฟฟ้าก็แพงขึ้น น้ำมันก็แพงขึ้น โทรศัพท์ แพงขึ้น เนื่องจากวิสาหกิจเหล่านี้กลายเป็นของต่างชาติหมดแล้วเขาสามารถตั้งราคาได้ตาม ใจชอบ ถ้ารัฐบาลไปขอให้ลดราคาก็จะได้รับคำตอบว่าเขาจะไม่มีกำไรธุรกิจจะอยู่ได้ด้วยกำไร เท่านั้น ถ้าเขาไม่มีกำไร เขาก็จะตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดโทรศัพท์ คุณเลือกเอาว่าจะยอมจ่ายในราคา ที่แพงหรือว่าจะยอมไม่มีใช้ ดังนั้น รัฐบาลในอนาคตจะได้แต่นั่งทำตาปริบๆๆ เมื่อเกษตรกรไทยอยู่ไม่ได้ การขายที่ดินราคา ถูกๆและจำนวนมหาศาลจะตามมาคนที่มีกำลังซื้อก็คือชาวต่างชาติ ซึ่งปัจจุบันก็ปรากฏ แล้วว่า ที่ดินบริเวณภาคตะวันออกได้ถูกต่างชาติกว้านซื้อไปเป็นจำนวนมากแล้ว เกษตรกรไทยที่ขายที่ ดินได้ก็ไม่สามารถนำเงินที่ได้ไปลงทุนให้เกิดรายได้ได้ เพราะธุรกิจอื่นๆได้ตกอยู่ในกำมือของ ต่างชาติแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการค้าปลีกก็ตกอยู่ในมือของ Big C, Lotus, Carrefour, ธุรกิจอาหาร ก็ตกอยู่ในมือของ KFC, Pizzahat, McDonal,สิ่งทอเสื้อผ้าก็ของพวกฝรั่งเศส ฯลฯ ดังนั้น เงินตราของไทยก็มีแต่จะถูกดูดออก เหมือนกับคนที่เลือดไหลไม่หยุด... เมื่อคนจนอยู่ไม่ได้ รัฐจะอยู่ได้ ฤา ? 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะเป็นแห่งแรกที่จะขอแยกตัวออกจากประเทศไทย เนื่องจากความแตก ต่างที่เห็นชัดเจนและความแตกต่างทางวัฒนธรรม ในปี 2553 คนไทยภาคใต้จะเห็นด้วยกับการ แยกประเทศเพราะเห็นความล้มเหลวของรัฐบาลไทย การเมืองไทย การคัดค้านจะน้อยลง การสนับ สนุนให้แยกจะทวีความรุนแรงขึ้นจนรัฐบาลไทยไม่สามารถควบคุมได้ถ้ารัฐบาลใช้กำลังทหาร ก็จะ ถูกต่างชาติส่งทหารมาต่อต้านกองทัพไทย ซึ่งแน่นอนกองทัพไทยไม่มีปัญญาไปต่อสู้อยู่แล้ว การ แยกตัวจะสำเร็จได้ในไม่นาน จากนั้น ภาคตะวันออก บริเวณจันทบุรี ตราด ระยอง ฉะเชิงเทรา จะขอแยกตัวตามมา
เนื่องจากที่ ดินแถบนั้นกลายเป็นของต่างชาติหมดแล้ว เนื่องจากที่ดินบริเวณดังกล่าวถูกใช้เป็นแหล่งพันธุกรรม ของต่างชาติ ทั้งสมุนไพร อาหารต่างๆ เมื่อรัฐบาลไทยเป็นอุปสรรคของต่างชาติ การขอแยกตัวก็ จะทำได้ไม่ยาก นั่นหมายถึง การซื้อประเทศไทย คล้ายกับที่สหรัฐอเมริกาซื้อรัฐ Alaska จาก Russia ถ้าไทยต่อต้าน เจอทหารต่างชาติแน่ เราจะเตรียมรับมือกับวิกฤติในอนาคตอย่างไร ? ผมติดตามงานเขียนคุณนิติภูมิ มาหลายปีและสิ่งที่ เขียนในไทยรัฐหน้า 2 เกือบทุกวันนั้น ไม่น่าเชื่อเลยว่า หนังสือพิมพ์ต่างประเทศจะเอาข้อมูลงานเขียน ของนิติภูมิไปแปลลงหนังสือพิมพ์ต่างประเทศ ในการวิเคราะห์บ่อยครั้ง ที่นิติภูมิ มองการค้า การเมือง สังคมไปพร้อมๆ กันรวมทั้งประวัติศาสตร์ เขามอง อาเจนติน่า ก่อนล่มสลายทางเศรษฐกิจ ก่อนล่มจริง ๆ เขาทำนายการเกิดสงคราม อเมริกากับอิรัค ข้อคิด รวมทั้ง อนาคตชาวเชเชนไว้น่าสนใจ ผมว่า สิ่งที่ เขาพูดเป็นไปได้ นิติภูมิ ทำให้ผมต้องกลับมาซื้อของโชห่วยของคนไทย แทนที่ไปเดิน big-c lotus careflour เพราะผม บอกแม่บ้านและลูกๆ ว่า เราซื้อของร้านโชห่วย ข้างบ้าน ไม่ต้องไปห้างใหญ่อีกเพราะอะไรเพราะเราไป คาร์ฟู เงิน100 บาทที่เราจ่ายไปจะไปสู่ฝรั่งเศส 86บาท เหลือให้คนไทย 14บาท เพราะของต่างชาติ เกือบ 100 เปอร์เซนต์ บิกซี โลตัสเหมือนกัน นิติภูมิเคยเอาเปอร์เซนต์ที่ต่างชาติถือหุ้นมาลงให้ดู ของ3 ห้างดัง ผมตกใจมาก และตัดสินใจซื้อน้ำปลาข้างบ้านตั้งแต่วันนั้น เพราะว่าต่างชาติถือหุ้นกว่า 90 เปอร์ เซ็นต์แล้ว บางห้าง 86 เปอร์เซ็นต์.... สอนลูกว่ามันจะแพงกว่าห้าง 3 บาท ก็ซื้อที่นี่มันจะแพงกว่า 5 บาทก็ซื้อที่นี้ เพราะมันจะเป็นภาษีคน ไทย กลับมาหาลูกเอง ผมคิดแบบนี้จริงๆๆ ถ้าซื้อห้าง1,000บาท มันไหลไปต่างประเทศ 900บาท ที่เหลือ 100 บาท ที่เห็นจ่ายค่ายามเฝ้าห้างไง มองอาเจนติน่าง่ายนิดเดียว ห้างต่างชาติบุกไปตั้งมากกว่า 400 ห้าง ทั่วประเทศคนอาเจนติน่าจึงทำเงิน ส่ง คาร์ฟู ส่งห้างต่างชาติ เกือบ100 เปอร์เซ็นต์ เงินคนทั้งชาติของชาวอาเจน จึงไหลไปหมด ในประเทศ จึงไม่เหลืออะไร ทางสุดท้ายที่ไม่น่าเชื่อเลยว่าทำได้ ผมพาลูกผมหัดทานขนมกรอบๆ ห่อน้อยลง เลิกกิน kfc และพยายามทานให้ลดลง และจำนวนหนต่อปีน้อยสุด ผมอธิบายวิธีสิ้นชาติแบบทางเศรษฐกิจตั้งแต่เริ่มจนจบให้เด็กๆ ที่บ้านลูกๆ ฟังหัดให้ลูกมาทานบัวลอย ขนมชั้น ข้าวเหนียวเปียกแทน ถั่วดำข้าวเหนียว ดีครับ ได้ผลลูกเปลี่ยนวิธีกิน วิธีคิดไปเลย เปลี่ยนไปได้ มาก พอเย็นๆ สั่งผม ซื้อเต้าส่วนบ้าง ขนมชั้นบ้าง ลูกเดือยบ้าง ผมพูดนิดนึงที่เขาเข้าใจคือ ผมไปตลาด ซื้อไก่ทอดแม่ค้ามา 3 ขาไก่ทอดแบบไทยๆ แล้วผมไปkfc ซื้อมา 3 ชิ้น เลือกน่อง ครับเหมือนกัน ราคา ต่างกันลิบเลย ผมก็อธิบายคำว่า license ค่าลิขสิทธิ์ ให้ลูกฟัง ผมบอกว่า X ไก่ 35บาท ค่าไก่ 15บาท ที่เหลือเป็นลิขสิทธ์ ไก่แม่ค้าที่ถูกเพราะไม่มีค่าลิขสิทธิ์ ใบตอง ที่ห่อขนมไทย ไม่มีลิขสิทธิ์ มันเป็น วัสดุธรรมชาติ ย่อยสลายได้ไม่ถึง 3 เดือน X ขนมต่างชาติ ห่อสวย แพง เพราะยี่ห้อมันมีลิขสิทธิ์ เวลามันหล่นที่พื้น ไม่มีคนเก็บมันจะย่อยสลายภายใน200ปี ผมสอนแบบนี้ ลูกผมเปลี่ยนวัฒนธรรมไปเลย ผมทำได้และทำแล้ว ปล.ใคร่จะขอกรุณาช่วยนำบทความไปเผยแพร่ต่อ จะเป็นพระคุณมากครับ ยาวไปหน่อย แต่อยากให้อ่าน เพื่อที่ไทยเราจะได้อยู่รวมเป็นชาติไทยต่อไป ** เมื่อกี้ดูที่นี่ประเทศไทย เปิดเพลงชาติให้ฟัง ไม่เคยฟังแล้วรู้สึกว่าอยากร้องไห้เท่าวันนี้เลย ฟังแล้วเห็น ภาพที่คนไทยทั้งประเทศช่วยกันช่วยเหลือพี่น้องชาวใต้แต่อยากจะขออีกอย่างหนึ่งคือรักชาติหน่อย ช่วย กันหน่อยครับซื้อสินค้าไทย เลิกได้แล้วกับการซื้อของแบรนเนมมันจะทำให้ชาติล่มจม อยากให้ไปดูภัยของ
ห้างต่างชาติ และภัยของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ link นี้เลยครับ 6/16/2006 มือถือในหลวงหวังว่าทุกๆคนคงยังจำสมัยที่ PCT ออกมาวางตลาดใหม่ๆ
เครื่อง sharp ที่ทาง True แจกให้ทุกคนทดลองใช้ฟรีกัน รุ่นฝาพับแหละครับ ตัวเล็กๆ รู้กันไหมว่า ในหลวงพระองค์ท่านยังคงทรงใช้ PCTรุ่นนั้นอยู่ ณ ปัจจุบัน ได้ยินมาจากผู้บริหาร True ว่า ครั้งหนึ่งเคยนำรุ่น sanyoที่เป็นรุ่นหาคลื่นได้มาถวายท่าน เพราะเห็นว่าท่านทรงใช้เครื่องเก่าจึง นำเครื่องใหม่ไปถวาย พระองค์ตรัสได้น่าประทับใจจริง ๆ "เอามาให้ฉันทำไม ในเมื่อเครื่องเก่าฉันก็ยังใช้ได้อยู่" ท่านทรงประหยัดเพื่อประเทศเรามากๆ แต่คนธรรมดาอย่างเรากลับมีความรู้สึกที่จะอยากได้รุ่นใหม่ๆ เข้าใจว่าบางคนเนี่ยะซื้อมือถือเพราะหลายเหตุผล ที่ตั้งเพียงแค่อยากจะบอกว่า "ช่วยกันประหยัดเถอะ" พระเจ้าอยู่หัวของเราทรงงานตรากตรำเพื่อพวกเรา หากเพื่อนๆพี่ๆน้องๆได้ทำงานใกล้ชิดท่านจะรู้ว่า "น่าภูมิใจที่ได้เกิดเป็นคนไทย" ไม่ได้ห้ามหากใครจะซื้อถูกซื้อแพง แต่อยากให้ใช้งานให้คุ้มทุกบาททุกสตางค์ที่เสียไป เวลาซื้อถามตัวเองนิดนึงว่า Tool or Toy ชอบประโยคคำถามนี้มาก ขอพระองค์ จงทรงพระเจริญ ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ตามพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัว "ผมรักพ่อครับ" 6/6/2006 กาแฟใส่เกลือ...เขาเจอเธอในงานเลี้ยงแห่งนึง
เธอดูโดดเด่นมาก และมีคนมากมายรุมล้อมเธอ ในขณะที่เขาดูเป็นผู้ชายธรรมดาคนนึง ไม่มีใครใส่ใจเขาเลย และหลังงานเลี้ยงเลิก เขาได้มีโอกาสชวนเธอไปทานกาแฟต่อ เธอประหลาดใจมาก แต่ท่าทีที่สุภาพของเขา ทำให้เธอตอบตกลง พวกเขานั่งในร้านกาแฟดีๆแห่งนึง
เขาดูประหม่าจนพูดอะไรไม่ออก เธอรู้สึกอึดอัดมาก จนคิดในใจว่า ได้โปรดให้ฉันกลับบ้านเหอะ แต่ทันใดนั้น.....
เขาถามบ๋อยว่า ขอเกลือป่นได้ไหม อยากเอามาใส่ในกาแฟ ทุกคนในร้านหันมาจ้องเขาด้วยความประหลาดใจ เขาอายจนต้องก้มหน้า แต่ก็ยังเติมเกลือลงในกาแฟ และก็ดื่มมันเสียด้วย ทำให้เธอต้องถามเขาอย่างอดไม่ได้ว่า ทำไมชอบกาแฟรสชาติแบบนี้ เขาตอบว่า เมื่อเขายังเด็ก บ้านเกิดเขาอยู่ริมทะเล เขาเป็นลูกน้ำเค็ม เล่นกับทะเลทุกวัน เคยชินกับรสเค็มของเกลือ เหมือนกับรสชาติของกาแฟเค็ม เพราะฉะนั้นเมื่อทุกครั้งที่เขาได้ลิ้มรสกาแฟเค็มๆ เขาก็จะคิดถึงวัยเด็ก คิดถึงบ้านเกิด เขาคิดถึงพ่อแม่ทียังอยู่ที่นั่น เขาเล่าไปก็น้ำตาไหลอาบแก้ม
เธอรู้สึกสงสารเขาจับใจ นั่นเป็นความในใจลึกๆของเขา ผู้ชายคนไหนที่กล้าบอกว่าเขาคิดถึงบ้าน แสดงว่าเขาต้องรักครอบครัวอย่างมาก และมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ดังนั้นเธอก็เริ่มประทับใจในตัวเขา เริ่มชวนเขาคุย เล่าถึงบ้านเกิดของเธอบ้าง ชีวิตในวัยเด็ก ครอบครัวของเธอ เธอกับเขาคุยกันถูกคอมากขึ้นเรื่อยๆ และจากการเริ่มต้นที่ดี ทำให้เขากับเธอคืบหน้าความสัมพันธ์ต่อไป จนทีสุด เธอก็ค้นพบว่า เขาคือผู้ชายแบบที่เธอต้องการอย่างแท้จริง เขาใจกว้าง อ่อนโยน อบอุ่น และดูแลเป็นอย่างดี เขาเป็นผู้ชายที่สมบูรณ์แบบ แต่เธอเกือบจะมองข้ามเขาไป! ต้องขอบคุณกาแฟแก้วนั้น และชีวิตรักที่สวยงามเช่นนี้ ก็เหมือนดังเรื่องทั่วไป เมื่อเธอตกลงใจแต่งงานกับเขา และก็มีความสุขมาโดยตลอด.... โดยทุกๆครั้งที่เธอชงกาแฟให้กับเขา เธอต้องใส่เกลือลงไปในกาแฟให้ทุกครั้งไป เธอรู้ว่านี่เป็นกาแฟที่เขาชอบมากที่สุด หลังจากนั้นอีกสี่สิบปี
เขาก็จากเธอไป ทิ้งจดหมายไว้ให้เธอฉบับนึง ข้างในมีใจความว่า ที่รัก อภัยให้ผมด้วย
ที่ต้องโกหกคุณชั่วชีวิต มีเรื่องเดียวเท่านั้นที่ผมโกหกคุณ เรื่องกาแฟเค็มนั่น จำวันแรกที่เรามีนัดกันได้ไหม ผมประหม่ามากในตอนนั้น จริงๆแล้วผมต้องการน้ำตาล แต่ผมพูดผิดเป็นขอเกลือ ซึ่งมันยากที่จะกลับคำในตอนนั้น ผมจึงต้องปล่อยมันไป ซึ่งผมไม่คิดว่า นั่นจะทำให้เราได้เริ่มต้นการพูดคุยกัน ผมพยายามที่จะสารภาพกับคุณหลายต่อหลายครั้ง แต่ผมก็ไม่กล้าที่จะสารภาพออกไป ทำให้ผมสัญญากับตัวเองว่า จะไม่โกหกอะไรคุณอีกแม้แต่ครั้งเดียว ตอนนี้ผมจากไปแล้ว ผมไม่ต้องหวาดกลัวอะไรอีก ดังนั้นจึงเล่าความจริงในจดหมายฉบับนี้ แท้จริงแล้วผมไม่ได้ชอบทานกาแฟรสเค็มเลยแม้แต่น้อย
มันรสชาติค่อนข้างแย่ทีเดียว แต่ว่าผมทานมันตลอดทั้งชีวิตตั้งแต่ได้รู้จักคุณ ผมไม่เคยนึกเสียใจในสิ่งที่ทำเพื่อคุณเลย การได้พบคุณเป็นความสุขอันยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดชีวิตของผม ถ้าผมได้มีโอกาสมีชีวิตอีกครั้ง ผมก็ยังอยากจะได้พบคุณ และมีคุณเป็นภรรยาผมอีกครั้งเช่นกัน แม้ว่าผมจะต้องดื่มกาแฟรสเค็มอีกตลอดชีวิตก็ตาม! น้ำตาของเธอหยดใส่กระดาษจดหมายจนเปียกชุ่ม และหลังจากนั้น หากมีใครถามเธอ กาแฟรสเติมเกลือรสชาติเป็นเช่นไร เธอก็จะตอบเสมอว่า " มันหวาน " 1/27/2006 เพลงทำมือช่วงนี้ไม่ได้อัพ blog เลยและก็คงไม่ได้มาอัพซักเท่าไหร่
พอดีมีเพื่อนคนหนึ่งชื่ออ๊อก เค้านำเสนอเพลงเค้าให้ผมฟัง
ผมฟังแล้วผมชอบนะ ผมเลยอยากนำเสนอให้เพื่อนๆได้ฟังบ้าง
มี 2 เพลงนะครับ ชื่อเพลง "ขอ" กับเพลง "โทร"
ลองฟังดูนะครับ...
ฟังแล้วไม่ถูกใจตามไปด่ามันได้ที่ blog มันนะครับ
11/28/2005 มูลค่าของชีวิต"อย่าหนีนะ ไอ้เด็กขี้ขโมย" เสียงผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งตะโกนลั่น พร้อมกับมีเด็กคนหนึ่งกับผู้หญิงอีกคนหนึ่งวิ่งผ่านฉันกับแม่ที่กำลังซื้อเนื้อหม ในตลาดไปอย่างรวดเร็ว ทั้งแม่และฉันหันไปดูทันเห็นหน้าผู้หญิงคนนั้นแค่แวบเดียว แม่ถามฉันว่า "อ้าว นั่นป้าร้านขายของไม่ใช่เหรอ" "ใช่จ้ะแม่ แกวิ่งไล่ใครกันละ" ป้าคนนั้นชื่อว่า 'ป้าหนอม' เป็นแม่ค้าขายของชำสารพัดอย่างในตัวตลาดในอำเภอที่ฉันอยู่ มีฐานะจัดว่าดีกว่าแม่ค้าคนอื่นๆ ในละแวกเดียวกัน และเป็นที่รู้จักกันว่าแกเป็นคนที่ขี้เหนียวอย่างร้ายกาจ แถมปากจัดที่สุดในตลาดอีกด้วย ใครต่อราคาของมากเกินไป หรือถามราคาแล้วไม่ซื้อ ป้าแกจะโวยวายชนิดต้องรีบเผ่นออกจากร้านแทบไม่ทันทีเดียว เสียงเอะอะดังมากขึ้น ฉันหันไปมองป้าหนอมจับข้อมือเด็กผู้ชายคนหนึ่งอายุประมาณ 12-13 ขวบ ไล่เลี่ยกับฉันซึ่งกำลังดิ้นรนอยู่ และป้าแกกำลังจะลงไม้ลงมือ แม่จึงเดินเข้าไปถาม "พี่หนอม มีไรหรอคะ" "ก็ไอ้เด็กเวรนี่นะสิ มันมา ทำทีขอซื้อยาแก้ปวดกับยาธาตุ พอฉันหยิบส่งให้ มันก็วิ่งหนีมาเลย เงินก็ไม่จ่าย" พูดจบป้าหนอมก็ตบหัวเด็กคนนั้นอย่างแรงหนึ่งที และคงจะมีตามมาอีกหลายทีแน่ถ้าแม่ฉันไม่ห้ามไว้ "ตายแล้วพี่หนอม อย่าถึงกับลงไม้ลงมือกันเลยนะ แล้วนี่จะทำไงต่อ" แม่รีบตัดบทเพราะเห็นว่าเรื่องราวชักจะไปกันใหญ่ "เรียกตำรวจมาเอามันไปเข้าคุกนะสิ เสียนิสัย พ่อแม่ไม่สั่งสอน ยังเด็กตัวแค่นี้ก็ริจะเป็นขโมยซะแล้ว ต่อไปก็คงต้องปล้นเขากินหละ" ฉันสะกิดแม่ทันทีพร้อมกับมองพลางส่ายหัวน้อยๆ ทำนองว่าอย่าไปยุ่งดีกว่า แม่มองฉันแล้วมองเด็กคนนั้น ซึ่งท่าทางเหมือนกำลังจะร้องไห้ แม่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันไปพูดกับป้าหนอมว่า "อย่าให้ถึงอย่างนั้นเลยนะพี่หนอม เด็กมันคงอยากซื้อยาแต่ไม่มีเงินนะ เอาเป็นว่าฉันจ่ายให้ละกันนะ กี่บาทกันละ" ในที่สุดเรื่องก็จบลง โดยการที่แม่ยอมจ่ายเงินค่ายาแก้ปวดกับยาธาตุ แล้วแม่ก็จูงเด็กคนนั้นออกมาจากตลาด แต่ป้าหนอมยังไม่วายเตือนแม่ "ใจดีกับเด็กขี้โขมยแบบนี้ ระวังจะเสียใจทีหลังนะเธอ" แม่ไม่ได้ตอบอะไร แต่พอเดินห่าง จากร้านพอสมควรแล้วก็ถามว่า "ทำไมหนูขโมยของป้าเขาละ" เด็กคนนั้นเงยหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาขึ้นมองแม่ แล้วตอบสะอึกสะอื้นว่า "แม่ผมปวดท้องมากเลยครับ แล้วแม่ก็ไม่มีเงินไปหาหมอ ผมก็เลยต้อง..." แม่มองหน้าเด็กคนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยื่นผลไม้ที่ซื้อมาให้เด็กคนนั้นถุงหนึ่ง แล้วบอกว่า "ทีหลังอย่าโขมยของใครนะ ถ้าไม่มีเงินมาขอเงินน้าไปซื้อก็ได้นะ น้าชื่อสมพรเปิดร้านเย็บผ้าอยู่ใกล้ๆ นี่เอง ถามคนแถวนี้ก็ได้ รู้จักน้าแทบทุกคนเลยแหละ เอ้า...เอา ส้มไป ฝากคุณแม่ซิ คนป่วยนะต้องกินผลไม้มากๆ จะได้หายไวๆ รู้มั้ย" แม่เสริมพร้อมกับยิ้ม เด็กคนนั้นอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะรับส้มพร้อมกับพูดขอบคุณแม่แล้วเดินจากไป หลังจากนั้นพอกลับมาถึงบ้าน ฉันก็ถามแม่ทันที "ทำไมแม่ต้องช่วยเด็กคนนันด้วยละ รู้จักกันหรอจ้ะ" แม่ยิ้ม แล้วตอบฉันว่า "ไม่รู้จักหรอก แต่แม่เห็นเด็กคนนั้นรับจ้างหาบขนมขายอยู่แถวบ้านเราน่ะลูก แต่แกคงจำแม่ไม่ได้หรอก แม่ซื้อขนมแกอยู่ไม่กี่ครั้งเอง" "แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะต้องช่วยเหลือเขาถ้าเขาเป็นขโมยนี่แม่" ฉันถามต่อ แม่มองหน้าฉันแล้วพูดว่า "แม่เชื่อว่าเด็กที่เคยหาเงินด้วยตัวเองมาก่อนตั้งแต่อายุเท่าๆ กับลูก จะต้องเป็นเด็กที่มีความรับผิดชอบ รู้คุณค่าของเงินทุกบาททุกสตางค์ว่ากว่าจะได้มามันเหนื่อยยากขนาดไหน และคนที่มีความรับผิดชอบนะ จะไม่มีทางขโมยของใครนอกจากจะจำเป็นจริงๆ เมื่อเขาไม่มีทางอื่นให้เลือกแล้วเท่านั้น" ฉันฟังแล้วก็ถามแม่ต่อว่า "แล้วต่อไปถ้าเขามาขอเงินแม่ไปซื้อยาอีก แม่จะให้เขารึเปล่า" "ให้สิลูกถ้ามันไม่มากไม่มายอะไร" "แล้วแม่ไม่เสียดายเงินหรอ บ้านเราก็ไม่ได้ร่ำรวยเหมือนบ้านป้าหนอมเขานะแม่" "ถึงแม่จะไม่มีเงินทองมากนัก แต่การที่ได้ช่วยเหลือคนที่กำลังลำบากน่ะ มันทำให้แม่มีความสุข แล้วยังได้บุญอีกด้วยนะ แค่นี้แม่ก็พอใจแล้ว ไม่อยากได้อะไรตอบแทนหรอก" แล้วแม่ก็พูดต่ออีกว่า "จำไว้นะลูก คนเรานะ ต้องรู้จักให้อภัยและให้โอกาสคนอื่นแก้ตัวเสมอ อย่างเด็กคนนั้น..แม่มั่นใจว่าแกทำไปเพราะรักคุณแม่ของแกจริงๆ แม่ถึงช่วยแกเอาไว้" แล้วแม่ก็พูดต่อว่า "ลูกอาจจะบอกว่าขโมยเป็นสิ่งที่ผิด ใช่...แม่ไม่เถียง แต่บางครั้งคนเราก็ต้องมองด้านอื่นๆ บ้าง อย่าคิดแต่เรื่องทรัพย์สินเงินทอง ตอนนี้ลูกอาจจะยังฟังไม่เข้าใจ แต่แม่เชื่อว่าสักวันลูกจะเข้าใจเองแหละ" หลังจากนั้น ฉันกับแม่ก็หันไปคุยเรื่องอื่นๆ กันต่อ ฉันเองไม่เคยคิดเรื่องนี้อีกเลย จนเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น ทำให้ฉันต้องย้อนกลับมาคิดถึงเรื่องนี้อีกครั้งทั้งน้ำตาว่าคำพูดของแม่ในครั้งนี ถูกต้องที่สุดจริงๆ หลังจากนั้นฉันเรียนจบระดับปริญญาตรีจากสถาบันราชภัฏแห่งหนึ่งในตัวจังหวัด แล้วฉันก็ได้งานทำในโรงงานแห่งหนึ่งในตัวจังหวัดนั้นเอง เงินเดือนก็พอประมาณ สามารถเลี้ยงดูแม่ได้โดยไม่ขัดสนนัก ฉันก็เลยขอร้องให้แม่หยุดรับจ้างเย็บผ้า เพราะอยากให้แม่พักผ่อนบ้างหลังจากทำงานหนักมาเกือบ 20 ปีเพื่อส่งฉันเรียน แม่ยอมปิดร้าน แต่ก็ยังรับงานเล็กๆ น้อยๆ ของเพื่อนบ้านมาทำบ้างโดยไม่คิดเงิน แม่บอกว่าถ้าไม่ได้ทำอะไรเลยจะรู้สึกเบื่อ ฉันก็เลยต้องยอมตามใจแม่ ฉันทำงานอยู่ประมาณ 2-3 ปี แม่ก็เริ่มรู้สึกไม่สบาย เริ่มจากปวดหัวบ่อยขึ้น ช่วงแรกๆ ไม่กี่วันก็หาย หลังจากนั้นก็เริ่มเป็นนานขึ้นเรื่อยๆ ฉันบอกให้แม่ไปหาหมอ แล้วฉันก็พาแม่ไปหาหมอในเมือง หมอบอกว่าไม่เป็นอะไรมาก แค่ทำงานหนักมากเกินไป หมอให้ยามาชุดหนึ่งพร้อมกำชับให้พักผ่อนมากๆ จะได้หายเร็วๆ หลังจากกินยาตามที่หมอสั่ง อาการปวดหัวของแม่ก็หายไป ฉันเริ่มสบายใจขึ้น แต่หลังจากไปหาหมอได้ประมาณหนึ่งเดือน แม่ก็เริ่มกลับมาปวดหัวอีก คราวนี้เป็นหนักมากกว่าครั้งที่แล้ว ยาที่เคยกินแล้วได้ผลมาก่อนก็ไม่ได้ผลเลย ฉันกังวลใจมาก พอถามหมอ หมอก็บอกว่าต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ เพราะว่าเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมกว่าโรงพยาบาลต่างจังหวัด หลังจากนั้นฉันรีบพาแม่ไปกรุงเทพฯ ทันที ไปยังโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง หลังจากหมอตรวจแล้วบอกว่ามีเนื้องอกในสมองต้องผ่าตัดโดยด่วน หากปล่อยทิ้งไว้อาจไปทับเส้นประสาททำให้เป็นอัมพาตได้ หรือถ้าผ่าตัดไม่ทันก็อาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต ฉันตกใจมากขอให้หมอผ่าตัดให้ทันที แต่หมอบอกว่าโรงพยาบาลที่มีหมอผ่าตัดสมองที่มีความพร้อมที่จะผ่าตัดเนื้องอกในสมอ เป็นอีกโรงพยาบาลหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเสียงมากกว่า ดังนั้นหมอจึงต้องส่งตัวคนไข้ไปยังโรงพยาบาลนั้น ฉันก็ตกลง หลังจากถูกส่งตัวมายังโรงพยาบาลดังกล่าวแล้ว แม่ก็ถูกส่งตัวเข้าห้องผ่าตัดทันที ขณะที่ฉันรออย่างกังวลใจอยู่ด้านนอก ทั้งเรื่องอาการป่วยของแม่ และจากคำพูดของหมอที่ทิ้งท้ายไว้ก่อนส่งตัวแม่มาที่โรงพยาบาลแห่งนี้ หมอบอกให้ทำใจไว้บ้าง เพราะการผ่าตัดสมองเป็นการผ่าตัดที่เสี่ยงมาก โอกาสที่คนไข้จะเสียชีวิตมีมาก แม้การผ่าตัดจะประสบความสำเร็จก็ตาม อีกเรื่องก็คือค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดสมองค่อนข้างสูง เป็นหลักแสนบาท เมื่อรวมกับค่ายา ระหว่างพักฟื้น คิดแล้วน่าจะต้องใช้เงินราวๆ ห้าแสนบาท ฉันได้ยินแล้วแทบลมจับ ฉันจะไปหาเงินห้าแสนบาทมาจากไหน ลำพังเงินเก็บของฉันกับแม่ยังมีไม่ถึงห้าหมื่นบาทเลย แต่ยังไงฉันก็ต้องรักษาแม่ให้หาย ส่วนเรื่องเงินไว้คิดทีหลัง หลังการผ่าตัดเสร็จสิ้นลง เป็นโชคดีของแม่ที่การผ่าตัดประสบผลสำเร็จ และไม่มีอาการแทรกซ้อนใดๆ ทางโรง พยาบาลบอกให้พักฟื้นประมาณหนึ่งเดือนก็สามารถไปพักฟื้นที่บ้านได้ ทางโรงพยาบาลแจ้งรายการค่าใช้จ่ายทั้งหมดมาให้ฉัน ปรากฎว่าเป็นเงินจำนวนไม่ถึงหนึ่งพันบาท เป็นค่าติดต่อประสานงานเท่านั้น ฉันแปลกใจมาก จึงสอบถามกับนางพยาบาล นางพยาบาลบอกว่าคุณหมอที่เป็นคนผ่าตัด และเป็นเจ้าของไข้บอกไม่ให้คิดเงินกับฉันและแม่ โดยที่ทางโรงพยาบาลก็ไม่ทราบสาเหตุ ฉันจึงขอพบคุณหมอคนนั้นเพื่อขอบคุณ นางพยาบาลบอกว่าหลังจากเสร็จคุณหมอก็ถูกส่งตัวไปต่างประเทศทันทีเพื่อศึกษาเพิ่มเ ิมเกี่ยวกับการผ่าตัดสมองที่อเมริกา แต่คุณหมอได้ฝากจดหมายไว้ให้ฉันกับแม่ โดยกำชับกับทางโรงพยาบาลให้ฝากให้ฉันพร้อมกับใบเสร็จค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของทางโรงพยาบาลในวันที่แม่สามารถออกจากโรงพยาบาลได้ เมื่อกลับถึงบ้าน ฉันกับแม่ก็เปิดอ่านจดหมายของคุณหมอคนนั้น เมื่ออ่านจบทั้งฉันและแม่ก็ร้องไห้ออกมาพร้อมกัน เนื้อความในจดหมายมีดังนี้ 'ข้าพเจ้านายแพทย์เดชา ทองวิจิตร แพทย์ผู้ผ่าตัด นางสมพร ภู่จันทร์ ขอสรุปค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดทั้งหมดดังนี้ ค่าผ่าตัด 0 บาท ค่ายาทั้งหมด 0 บาท ค่าใช้จ่ายอื่นที่เหลือ 0 บาท รวมเป็นเงินทั้งหมด 0 บาท ป.ล. ค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้รับแล้ว เมื่อยี่สิบปีก่อนด้วยยาแก้ปวด ยาธาตุ ส้มหนึ่งถุง ขอให้สุขภาพแข็งแรงไปอีกนานๆ นะครับคุณน้า นายแพทย์เดชา ทองวิจิตร' 10/24/2005 ของคุณใหญ่และมีคุณภาพแค่ไหนของคุณใหญ่และมีคุณภาพแค่ไหน........... 1.มีขนาดใหญ่กว่าความกว้างของฝ่ามือ 2.มีขนาดไล่เลียกับความยาวของฝ่ามือ 3.เมื่อกำมือให้แน่น มักใหญ่เกินมือนั้นนิดหน่อย 4.ขนาดของสิ่งนั้นมักจะไม่แปรผันตามตัวเจ้าของเสมอไป บางคนตัวใหญ่แต่...เล็ก บางคนตัวเล็ก แต่....นั้นใหญ่ 5.เมื่อถูกกระตุ้นโดยสิ่งเร้า จะเกิดอาการตอบสนองอย่างรวดเร็ว 6.เมื่อสิ่งเร็เข้ามารุกแบบหนักหย่วง จะเก็บอาการไว้ไม่ได้ คนรอบข้างจะสังเกตเห็นได้ชัด 7.มีน้ำคอยหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา และน้ำที่ว่าจะผ่านเข้า-ออกอยู่เป็นประจำ 8.ชอบเอาสิ่งที่ว่านี้ไป "ใส"อยู่กับคนอื่นอยู่เสมอ ๆ 9.คนรอบข้างที่ถูกสิ่งนั้น "ใส่" จะรู้สึกชื่นชอบและต้องการถูก "ใส่" อยู่ซ้ำ ๆ จนไม่อยากเลิก 10.สิ่งที่ว่านั้นไม่สามารถเปิดเผยในที่สาธารณะชนได้ 11.หลายคนยอมตายเพื้อจะได้เอาสิ่งนั้นมา"ใส"ใว้กับตัวเอง 12.หลายคนต้องตาย เพราะเอาสิ่งนั้นมาใส่ไว้มากเกินไป 13.แต่สุดท้ายจะมีคนเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ จะได้เป็นเจ้าของสิ่งนัน และจะถูกมัน"ใส"แต่เพียงผู้เดียว สิ่งนั้นคือ..........................."หัวใจ" ไงล่ะ.......................วันนี้คุณได้ "ใสใจ" ให้กับคนที่คุณรักและรักคุณหรือยัง ^ _^ 10/10/2005 เวลาสมมติว่าในตอนเช้าคุณมีเงินอยู่ในบัญชี 86,400 บาท แต่มันจะไม่เพิ่มขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป และทุก ๆ เย็นเงิน จำนวนนี้จะกลายเป็นศูนย์ถ้าหากว่าคุณไม่ใช้มันเลย ถ้าเป็นคุณ คุณจะทำอย่างไร?? แน่นอนว่า...คุณคงถอนมันออกมาทุกบาททุกสตางค์ เชื่อไหมว่า คนเราทุกคนมีตัวเลขจำนวนนี้อยู่ในธนาคาร ของตัวเอง มันคือ "เวลา" นั่นเอง ทุก ๆ เช้าเราจะมีเวลา 86,400 วินาทีเป็นของเรา แต่เมื่อถึงเวลาเข้านอนมันก็หมดไป และยิ่งถ้าหากว่าคุณไม่ได้นำเวลาที่มีไปใช้ให้เป็น ประโยชน์ นั่นคือคุณเป็นผู้ที่ขาดทุน คุณไม่สามารถเรียกเวลาที่ผ่านไปให้กลับคืนมาใช้ได้ เวลาที่คุณมี มีอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น ไม่ใช่เมื่อวานหรือ พรุ่งนี้ เพราะคุณไม่อาจนำเวลาเหล่านั้นมารวมกันได้ ฉะนั้นควรนำเวลานี้ไปลงทุนในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับคุณที่สุด แล้วจะพบว่าคุณได้รับมันกลับคืนมาในรูปของความสุข ความสำเร็จ และความเป็นอยู่ที่ดี ถ้าหากคุณอยากรู้ค่าของเวลาหนึ่งปี...ลองถามนักเรียนที่สอบไล่ไม่ผ่าน หากว่าคุณอยากรู้ค่าของเวลาหนึ่งเดือน...ลองถามแม่ที่คลอดลูกก่อนกำหนด หากว่าคุณอยากรู้ค่าของเวลาหนึ่งอาทิตย์...ลองคุยกับบรรณาธิการหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ หากว่าคุณอยากรู้ค่าของเวลาหนึ่งวัน...ลองถามคนงานรายวันที่มีลูกเล็ก ๆ ต้องเลี้ยงดู หากคุณอยากรู้ค่าของเวลาหนึ่งชั่วโมง...ลองถามคู่รักที่กำลังรอแฟน หากคุณอยากรู้ค่าของเวลาหนึ่งนาที...ลองถามคนที่เพิ่งพลาดรถไฟเที่ยวนั้น หากอยากรู้ค่าของเวลาหนึ่งวินาที...ให้ถามคนที่เพิ่งรอดพ้นอุบัติเหตุมาได้อย่างหวุดหวิด หากอยากรู้ค่าของเวลาเสี้ยววินาที...ลองถามนักกีฬาโอลิมปิกที่ได้เหรียญเงิน ดังนั้นจงใช้ทุกนาทีของคุณอย่างคุ้มค่าซึ่งมันจะยิ่งมีค่า ถ้าหากว่า คุณได้ใช้มันกับคนพิเศษของคุณ คนที่มีค่าสมควรกับเวลาที่คุณมี (บริหารมันให้ดี ใช้มันให้เป็น จัดการกับมันให้คุ้มครับ) 9/12/2005 6 วิธีการจีบหญิงอย่างไรไม่ให้ติดการจีบหญิง เป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของชายไทยนิสัยดีอย่างเรา ที่มักก่อปัญหาตามมาวุ่นวาย เช่น โดนหญิงงอน ลืมโทรหา รถไฟชนกัน หรือปัญหาด้านสุขภาพ (เช่นเจอดักตี หรือด้วนกระทันหัน ) วิธีที่ดีที่สุดก็คือ ไม่ต้องจีบ แต่ถ้าอดไม่ได้จริงๆ ไม่ได้จีบแล้วลงแดงตายแน่ วันนี้เราจะมาเสนอวิธีการจีบหญิงไม่ให้ติด สำหรับคนไม่อยากมีแฟน แต่อยากจีบหญิงโดยเฉพาะ แนะนำโดยผู้มีความรู้ความชำนาญ ผู้มีประสพการณ์จีบหญิงมานานกว่า 10 ปี แต่ไม่เคยจีบหญิงติดแม้แต่คนเดียว ฝีมือขนาดไหนไม่อยากจะคุย..เด่อ 1.สร้างความประทับใจ เทคนิกการสร้างความประทับใจเมื่อแรกพบ ไม่ใช่เรื่องยาก ก่อนอื่น เราต้องเป็นตัวของตัวเองก่อน พูดง่ายแต่ทำยาก ลองสื่อออกมาให้เห็น ด้วยการใส่รองเท้าคนละสี นุ่งกระโปรงลายสก็อต ตด-เรอเพ่นพ่าน หรือแคะขี้มูกออกมากิน เป็นต้น ทำให้เธอรู้ว่า คนอย่างเราเซ้วสูง เป็นตัวของตัวเอง เท่อย่าบอกใคร อารมณ์ขันก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยสร้างความประทับใจ ผู้หญิงส่วนใหญ่ชอบผู้ชายที่หัวเราะง่าย ดูสนุกสนาน หัดหัวเราะโดยไม่มีเหตุผลบ่อยๆเข้าไว้ หมดมุขจริงๆ ลองชี้พระอาทิตย์ ชี้จิ้งจกบนกำแพงแล้วหัวเราะไม่หยุด เธอจะประทับใจว่า คุณช่างน่ารัก มีอารมณ์ขันเหลือเฟือ คำเตือน : การหัวเราะติดต่อกัน อาจทำให้เส้นประสาทเกิดความเครียด จนเส้นกระตุกได้ง่าย ควรป้องกันด้วยการหัวเราะสลับกับเงียบเป็นพักๆ จะช่วยได้มาก ระหว่างเงียบจะคำรามในคอไปด้วยก็ไม่เลว เป็นการวอร์มหลอดลมไปในตัว 2.แสดงความเป็นผู้นำ ในการเลือกคู่ครอง ผู้หญิงร้อยทั้งร้อย ต้องเลือกผู้ชายที่มีความเป็นผู้นำสูง เป็นเสาหลักของครอบครัว เราต้องโชว์จุดนี้ให้ผู้หญิงเห็น โดยการทำตัว เป็นผู้นำทุกครั้งที่อยู่กับเธอ ผู้หญิงคงไม่ชอบให้เราเป็นผู้ชายที่คอยแต่เดิน ตามเธอต้อยๆ เวลาเดินด้วยกันเราจึงควรเดินนำหน้าเธออย่างน้อย 20 เมตร ให้เธอเห็นว่าเรามีความเป็นผู้นำสูงจริงๆ (ควรนัดกันไว้ก่อนว่าจะไปที่ไหน ไม่งั้นอาจหลงกันได้) เวลาเปิดประตู ก็เปิดแล้วเดินนำเข้าไปก่อน หรือปิดประตูใส่หน้าเธอเลยก็ได้ คนเป็นผู้นำต้องมองไปข้างหน้าอย่างเดียว อย่ามัวห่วงหน้าพะวงหลัง ถ้ารอรถเมลล์ ก็กระโดดขึ้นไปก่อน ไม่ต้องไปสนใจว่าเธอจะไปห้อยต่องแต่ง อยู่ที่ไหน เดี๋ยวเราไม่ได้ที่นั่งขึ้นมาล่ะก็ ยืนกันเมื่อยเชียวนะ 3.หญิงชายเท่าเทียมกัน หมดสมัยแล้วกับสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ ผู้หญิงโดยมาก จะปลื้มกับผู้ชายที่ให้เกียรติเธอ เราจึงควรแสดงจุดนี้ให้เธอเห็น เพื่อเธอจะได้ชื่นชมในตัวเรา เช่น เวลาไปทานข้าวด้วยกัน เราต้องให้เกียรติเธอด้วยการให้เธอเป็นคนจ่าย ค่าอาหารทุกครั้ง เราอย่าได้เสนอหน้าออกเงินเป็นอันขาด เพราะเธออาจคิดว่า เราดูถูกเธอได้ แม้แต่จะสลับกันจ่าย เธอจ่ายบ้าง ฉันจ่ายบ้าง อย่างนี้ก็ดูไม่จริงใจ เราต้องเป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย เคยไม่จ่ายอย่างไร ก็ไม่จ่ายอย่างนั้น หรือเวลาขึ้นรถเมลล์ เธอต้องมีสิทธิ์โหนรถเมลล์เท่าเทียมกับผู้ชายทุกคน ส่วนเรานั่งไม่รู้ไม่ชี้ อย่าได้ลุกให้เด็ก สตรี คนชรา นั่งต่อหน้าเธอเป็นอันขาด มิฉะนั้นเธออาจมองว่าเราเสแสร้ง เราควรให้ความเท่าเทียมกับทั้งเด็ก สตรี คนชรา และภิกษุสามเณร อย่างเท่าเทียมกันด้วย 4.แสดงความรักบ่อยๆ การวางตัวเฉยแบบคุณชายในหนัง อาจทำให้เธอเกิดปมด้อย คิดว่าตัวเองไม่มีเสน่ห์ เราจึงควรแสดงออกด้วยการถูกเนื้อต้องตัวเธอทุกครั้งที่มีโอกาส ตรงไหนจับได้ ก็จับเข้าไปเถอะ มันอบอุ่นดี อย่าไปคิดว่าแต๊ะอั๋ง เราทำเพื่อแสดงความรัก ไม่ได้คิดอย่างอื่น (หรือคิดก็อย่าพูดไป) พร้อมกับการสื่อด้วยสายตาให้เธอเห็น พยามยามแสดงความลามกออกมาทาง สายตาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อเป็นการเพิ่มความมั่นใจให้กับเธอมากขึ้น หรือจะรวบมากอดจูบในที่สาธารณะแบบในหนังฝรั่งก็ไม่เลว แสดงว่ารักมาก (เหมือนในหนัง) ไม่ต้องไปแคร์สายตาชาวบ้าน อาจมีคนรู้จักพ่อเธอมาเห็นเข้า แล้วเอาไปฟ้องที่บ้านเธอ ก็ไม่ต้องสนใจ เราลูกผู้ชายทำอะไรเปิดเผย จริงใจ ถึงเธอจะโดนที่บ้านด่าเอา เราก็ไม่ได้ยินด้วยซักกะหน่อย 5. บริหารเสน่ห์ของตัวเอง เสน่ห์เป็นความสามารถพิเศษอย่างนึง มีมากน้อยไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับผู้ชายแต่ละคน คนที่มีอยู่แล้ว หากไม่หมั่นฝึกฝนบ่อยๆ เสน่ห์ก็อาจจะลดน้อยลงอีกก็เป็นได้ เราจึงควรมีการบริหารเสน่ห์ตัวเองบ่อยๆ วันนี้ผมมีวิธีการบริหารเสน่ห์ด้วยตัวเองก็ได้ง่ายจัง มาเสนอให้ลองใช้ 3 วิธี - เหล่ เป็นการฝึกประสาทตาให้ฉับไว พยายามฝึกฝนดวงตาให้สามารถมองเห็นได้ทั้ง360 องศา พยายามอย่าให้สาวสวยคนไหนในโลกหลุดรอดสายตาคุณไปได้ (ควรไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์กับกิ้งก่าแอฟริกา จะทำให้องศาการมองเพิ่มมากขึ้น) *หากต้องใช้อุปกรณ์ช่วยขอแนะนำ กล้องส่องทางไกล หรือกล้องวีดีโอทะลุเสื้อผ้า จะได้ผลมากขึ้น - ยิ้ม เป็นการฝึกความมีมนุษย์สัมพันธ์แบบง่ายๆ พยายามยิ้ม ให้กับสาวสวยทุกคน ที่คุณมองเห็น (อ่าน : เหล่ ) เราเกิดเป็นคนไทย สยามเมืองยิ้มเราถนัดอยู่แล้ว ข้อควรระวัง :อย่าเผลอยิ้มให้ผู้ชายเด็ดขาด ถ้าไม่อยากเปลี่ยนบรรยากาศ - ขอเบอร์ อันนี้เป็นความสามารถพิเศษเฉพาะตัว เป็นการหาเพื่อนใหม่ที่เป็นสาวสวย ตามคติคนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย โทรคุยกันสนุกดี พยายามเช็คเบอร์ให้มั่นใจว่า เบอร์ที่คุณขอมานั้นเป็นเบอร์บ้านเธอจริง ไม่ได้โทรไปติดที่โรงฆ่าสัตว์หรือกองปราบปราม *สามข้อข้างบน ควรทำทุกครั้งเมื่ออยู่ต่อหน้าเธอ(และลับหลัง) เพื่อให้เธอเห็น ความพยายามของเราที่จะบริหารเสน่ห์เพื่อเธอคนเดียวนะเนี่ย 6.เป็นมิตรกับเพื่อนของเธอ หากคุณและเพื่อนเธอเข้ากันไม่ได้ อาจทำให้เธอลำบากใจ คุณควรพยายาม ทำความคุ้นเคยกับเพื่อนสวยๆของเธอ ด้วยการพาเพื่อนเธอไปกินข้าว ดูหนัง หรือไปเที่ยวเสม็ด 3 วัน 2 คืน พยายามอย่าบอกเธอ ปล่อยให้เธอรู้เองทีหลัง เซอร์ไพรส์ดี 8/26/2005 #เพื่อที่จะรัก...ใครสักคน#ถ้าเราเกิดมา เพื่อที่จะรักใครซักคน คนๆ นั้นจะรักเราตอบ แต่ถ้าเราเกิดมา เพื่อที่จะรักใครหลายๆ คน เชื่อเถอะว่า จะไม่มีใครรักเราจริงเลย แม้แต่คนเดียว บางครั้ง ความรัก อาจเดินผ่านเข้ามาในชีวิตเรา เพียงครั้งเดียว และไม่หวนคืนกลับมาอีก... เราไม่อาจรู้ได้เลยว่า ความรักครั้งนี้หรือครั้งไหน จะเป็นความรักครั้งสุดท้าย..... มีหลายครั้งที่เราตามหา แต่ความรักกลับหนีไป มีหลายครั้งที่เราไม่สนใจ แต่ความรักก็กลับเดินเข้ามา อย่า...อย่ามองข้ามใครคนนึงไป เพียงเพราะหาเหตุผลที่จะรักไม่ได้ อย่า...ถามหาเหตุผลเมื่อจะรักใคร แต่ให้ถามสัมผัสจากหัวใจว่ารู้สึกอย่างไร อย่า...มองหาความรักด้วยสายตา แต่ให้มองหาความรักด้วยหัวใจ อย่า...เชื่อคำว่ารักที่ได้ยินจากหูทั้งสอง แต่ให้เชื่อคำว่ารักที่ดังก้องมาจากความรู้สึก และส่วนลึกของหัวใจ ความรัก เป็นสิ่งที่มีค่า แต่มันจะไร้ค่า ถ้าไม่มอบให้ใคร หากวันนึง เราพบใครซักคน ที่มองเห็นคุณค่าความรักของเราแล้วล่ะก็มอบความรักให้เขาไปเถอะ แล้วเราจะรู้ว่า... ความรักนั้น...มีค่า...และมีความหมายเพียงใด 8/17/2005 คำบอกรักภาษาต่างๆ-`๏’- คำว่า “ฉันรักเธอ” ของแต่ละประเทศ-`๏’- -`๏’- -ภาษาพม่า เรียกว่า จิต พา เด (chit pa de) -`๏’- เขมร เรียกว่า บอง สรัน โอน (Bon sro Iahn oon) -`๏’- เวียดนาม เรียกว่า ตอย ยิ่ว เอ๋ม (Toi yue em) -`๏’- มาเลเซีย เรียกว่า ซายา จินตามู (Saya cintamu) -`๏’- อินโดนีเซีย เรียกว่า ซายา จินตา ปาดามู (Saya cinta padamu) -`๏’- ฟิลิปปินส์ เรียกว่า มาฮัล กะ ตา (Mahal ka ta) -`๏’- ญี่ปุ่น เรียกว่า คิมิ โอ ไอ ชิเตรุ (Kimi o ai X eru) -`๏’- เกาหลี เรียกว่า โน รุย สะรัง เฮ (No-rui sarang hae) -`๏’- เยอรมัน เรียกว่า อิคช์ ลิบ ดิกช์ (Ich Liebe Dich) -`๏’- ฝรั่งเศส เรียกว่า เฌอแตม (Je taime) -`๏’- ฮอลแลนด์ (ดัชต์) เรียกว่า อิค เฮา ฟาวน์ เยา (Ik hou van jou) -`๏’- สวีเดน เรียกว่า ย็อก แอลสการ์ เด (Jag a Lskar dig) -`๏’- อิตาลี เรียกว่า ติ อโม (Ti amo) -`๏’- สเปน เรียกว่า เตอ เควียโร (Te quiero) -`๏’- รัสเซีย เรียกว่า ยาวาส ลุยบลิอู (Ya vas Liubliu) -`๏’- โปรตุเกส เรียกว่า อโม-เท (Amo-te) -`๏’- จีนกลาง เรียกว่า หว่อ อ้าย หนี่ (Wo ai ni) -`๏’- จีนแคะ เรียกว่า ไหง อ้อย หงี (Ngai oi ngi) -`๏’- ฮกเกี้ยน เรียกว่า อั๊ว ไอ้ ลู่ (Auo ai Lu) -`๏’- ตุรกี เรียกว่า เซนี เซวีโยรัม (Seni Seviyorum -`๏’- เจ๊อ แอะ นา ก็แปลว่า ฉันรักเธอ ของชาวกระเหรี่ยง จบละ เหอะๆๆ บาย 8/9/2005 เรื่องจริงที่คนไทยไม่รู้ชาเขียว เป็นชาที่คนญี่ปุ่นรู้จักกันมานานกว่า 100 ปี ในขณะที่คนไทยเพิ่งรู้จักกันไม่เกิน 10 ปีมานี้เอง คนญี่ปุ่นนิยมดื่มชาเขียวร้อนร้อนกัน เพราะได้พิสูจน์แล้วว่าชาเขียวร้อนมีคุณสมบัติลดอนุมูลอิสระที่เป็นพิษในร่างกายคนเร าให้ขับออกมาทางอุจจาระ และขับไขมันส่วนเกินออกมาทางปัสสาวะและอุจจาระ ชาเขียวชึ่งทำให้ร่างกายสามารถขับพิษและลดไขมันส่วนเกินออกจากร่างกาย อันเป็นคุณสมบัติเฉพาะของชาเขียวร้อน ที่คนญี่ปุ่นนิยมดื่มกันตั้งแต่เด็กจนแก่ แต่....คนไทย นิยมดื่มชาเขียวแช่เย็น ซึ่งคนไทยส่วนมากไม่เคยรู้จักคุณสมบัติที่แท้จริงของชาเขียวเลย ทำให้คนญี่ปุ่นรุ้สึกขบขันในใจแถมหัวเราะเยาะในใจว่าในอนาคตอันใกล้นี้ คนไทยจะมีร่างกายที่อ่อนแอกว่าคนญี่ปุ่น เพราะอะไรงั้นหรือ...เพราะว่าชาเขียวที่มีคุณอนันต์นั้น ย่อมมีโทษมหันต์เช่นกัน เพราะชาเขียว จะมีประโยชน์ต่อร่างกายในขณะที่ร้อนอยู่เท่านั้น ในทางกลับกันหากดื่มชาเขียวตอนที่เย็นแล้วกลับทำให้เกิดโทษต่อร่างกาย กล่าวคือ การดื่มชาเขียวแช่เย็น นอกจากไม่ช่วยในการลดอนุมูลอิสระสารพิษออกจากร่างกายได้แล้วยังก่อให้เกิดการเกาะตัว แน่นของสารพิษดังกล่าวอันเป็นสาเหตุของมะเร็ง นอกจากนี้ ชาเขียวเย็นยังส่งผลให้ไขมันในร่างกายก่อตัวมากขึ้นตามผนังหลอดเลือด และอุดตันตามผนังลำไส้ ทำให้เกิดโรคร้าย ตามมา อาทิเช่น หลอดเลือดหัวใจอุดตัน มะเร็งลำไส้ เส้นเลือดตีบ ฯลฯ เหล่านี้เป็นต้น เรายังมีการทดสอบให้เห็นอย่างง่าย ๆและชัดเจนเกี่ยวกับอันตรายที่กล่าวมาเบื้องต้นนี้ให้ท่านเห็นได้ด้วยตนเอง โดยการนำชาเขียวแช่เย็น ยิ่งเย็นยิ่งเห็นชัด นำมาเทลงในชามก๊วยเตี๊ยว จะพบว่าหลังจากเทชาเขียวแช่เย็นลงไปได้ครู่เดียว จะมีคราบไขมันลอยเห็นเป็นคราบบนน้ำซุป หรือเกาะเป็นคราบที่ชามก๊วยเตี๊ยวทันที แล้วร่างกายท่านล่ะ จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อดื่มชาเขียวแช่เย็นเข้าไป...........สยองไหมละ ดังนั้นคนญี่ปุ่นจึงไม่ดื่มชาเขียวแช่เย็นอย่างเด็ดขาด แต่จะดื่มชาเขียวร้อนอย่างชาญฉลาด ในขณะที่คนไทยที่คิดว่าตนเองฉลาดกลับดื่มชาเขียวแช่เย็นกันอย่างเอร็ดอร่อย แบบฉล๊าด ฉลาด...... 7/28/2005 ความสุขข้างล่าง...ถ้าโกรธกับเพื่อน...มองคนไม่มีใครรัก ถ้าเรียนหนักๆ...มองคนอดเรียนหนังสือ ถ้างานลำบาก...มองคนอดแสดงฝีมือ ถ้าเหนื่อยงั้นหรือ...มองคนที่ตายหมดลม ถ้าขี้เกียจนัก..มองคนไม่มีโอกาส ถ้างานผิดพลาด...มองคนไม่เคยฝึกฝน ถ้ากายพิการ..มองคนไม่เคยอดทน ถ้างานรีบรน...มองคนไม่มีเวลา ถ้าตังค์ไม่มี...มองคนขอทานข้างถนน ถ้าหนี้สินล้น...มองคนแย่งกินกับหมา ถ้าข้าวไม่ดี...มองคนไม่มีที่นา ถ้าใจอ่อนล้า...มองคนไม่รู้จักรัก ถ้าชีวิตแย่...มองคนแย่ยิ่งกว่า อย่ามองแต่ฟ้า...ที่สูงเกินตาประจักษ์ ความสุขข้างล่าง...มีได้ไม่ยากเย็นนัก เมื่อรู้แล้ว...จัก....ภาคภูมิชีวิตแห่งตน 6/30/2005 เคยมีใครรักคุณแบบนี้บ้างมั๊ย6 ครั้งที่ฉันต้องหลั่งน้ำตาให้น้องชายของฉัน ...
ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน แต่ละวัน พ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน อายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆ ของฉันมีกัน ... จากนั้นพ่อก็รู้เรื่อง พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน "ใครขโมยเงินไป" พ่อตวาด ฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไป น้องชายฉันก็เช่นกัน พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า "ก็ได้ ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพ ก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ" พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น ทันใดนั้น น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้ แล้วพูดว่า "ผมขโมยเองครับ" ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง พ่อโกรธมาก พ่อตีน้องของฉันไม่หยุด จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย พ่อนั่งลงบนเก้าอี้ และด่าว่าน้องชายของฉัน "ของคนในบ้านแกเอง แกยังขโมยได้ ต่อไปแกจะทำชั่วอะไรอีก แกน่าจะโดนตีให้ตาย ไอ้หัวขโมย" คืนนั้น ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้ หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดัง และนานมาก น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้ แล้วพูดว่า "พี่ครับ ไม่ต้องร้องไห้นะ มันผ่านไปแล้ว" ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้ ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อ หลายปีผ่านไป แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8 ปี ส่วนฉันอายุ 11 ปี... เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้น เขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียน ม.ปลาย ว่าเขาสอบได้ ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลาย ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน คืนนั้น พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า "ลูกเราทั้งคู่เรียนดี เรียนดีมากนะ" แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ พ่อ ได้พูดว่า "แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไร ในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน" ทันใดนั้น น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า "ผมไม่ต้องการเรียนต่อ ผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว" พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่ "ทำไมถึงคิดโง่ๆ อย่างนี้ ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้" คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆ ทั่วทั้งหมู่บ้าน เพื่อขอยืมเงิน ฉันค่อยๆ เอามือประคบแก้มบวมๆ ของน้องชายเบาๆ และคิดว่า "ต้องให้น้องได้เรียนต่อ ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้" แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้ ใครจะรู้ได้ ... วันต่อมาในตอนเช้ามืด น้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน ขณะฉันกำลังหลับ "พี่ครับ การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ ... ผมจะไปหางานทำ แล้วจะส่งเงินมาให้พี่" ฉันนั่งอยู่บนเตียง อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า ... ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17 ปี ส่วนฉันอายุ 20 ปี ... ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้าน รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้างมาจากการทำงานเป็นกรรมกรแบกหาม ที่ไซท์ก่อสร้าง ... ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3 วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า "มีชาวบ้านมาหาเธอ อยู่ข้างนอกแน่ะ" ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ ??? ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่ ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง ... ฉันถามเขาว่า "ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ" น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า "ก็ดูผมสิ สกปรกมอมแมมออกอย่างนี้ ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่ เพื่อนๆ ก้อได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี" ฉันน้ำตานองหน้า ค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้อง และพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ "พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง เธอเป็นน้องของพี่ ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม" จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ ... เขาติดกิ๊บให้ฉัน แล้วพูดว่า "ผมเห็นสาวๆ ในเมืองเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง"
ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปี ส่วนฉันอายุ 23 ปี ... วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก ฉันสังเกตเห็นว่า หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า "แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจก เพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ" แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า "แม่ไม่ได้จ้างหรอก น้องชายลูกต่างหาก วันนี้เค้าขอเลิกงานเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ" ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจเมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่สุด "เจ็บมากไหม" ฉันถาม "ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ วันๆ มีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะ และ..." น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค แต่ก็ต้องหยุดพูด เพราะฉันหันหน้าหนีเขา น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23 ปี ส่วนฉันอายุ 26 ปี... หลังจากนั้น ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน ... แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ ท่านบอกว่า ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง แต่เมื่อออกไปแล้ว ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี จึงได้ย้ายกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป ... เขาบอกกับฉันว่า "พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะ ผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง" สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของครอบครัว เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท ... แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้ เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา วันหนึ่ง น้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิล และตกลงมาเพราะโดนไฟดูด ... เขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา ... ฉันโกรธมาก จึงตวาดน้องไปว่า "ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ หา!!! ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆ อย่างนี้ ดูตัวเองซิ เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง" คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียด ยังยืนยันความคิดเดิมของเขา "พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขยเพิ่งจะได้เป็นประธาน ส่วนผมมันการศึกษาต่ำ ถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด" น้ำตาปริ่มดวงตาของฉัน รวมทั้งสามีของฉันด้วย ... ฉันบอกกับน้องว่า "แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่..." "ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ" น้องชายของฉันจับมือฉันไว้ ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 26 ปี ส่วนฉันอายุ 29 ปี... เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30 ปี เขาได้แต่งงานกับสาวชาวนาในหมู่บ้านเดียวกัน ในงานแต่งงาน ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า "ใครคือคนที่คุณรักและเคารพที่สุดในชีวิตนี้" น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล "พี่สาวของผมครับ" ... และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้ "ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2 ชม. เพื่อเดินไปเรียน และเดินกลับบ้าน วันหนึ่งผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้างเดียวเดินเป็นระยะทางไกล เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ ... นับจากวันนั้น ผมสาบานกับตัวเอง ว่าตลอดชีวิตของผม ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดี และจะทำดีกับเธอ" เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก ... "ในโลกใบนี้ คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือน้องชายของฉันค่ะ" ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้ น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง... จงรัก และห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆ วันในชีวิตของคุณและเขา คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคนเป็นเพียงสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แต่สำหรับคนคนนั้น อาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง ...ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือ พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จัก ก็ตาม... 6/18/2005 ช่วงนี้ขอดอง Blog จ้า...ขอดอง Blog ยาวเลยครับงานเยอะจ้า... ไหนจะเรื่องเรียนโทอีก...เฮ้อ...
ขอเฉลยละกัน เดี๋ยวจะหาว่าไม่ยอมมาเฉลย ประโยคนั้นผมเอามาจากหนังสือของแวร์ โซว์ครับ ลองไปอ่านดูนะครับ ชีวิตของผู้หญิงคนนี้แกร่งจริงๆครับ... 6/8/2005 จากหนังสือ...ช่วงนี้งานยุ่งอีกแล้วครับป๋ม... แต่พอดีได้ไปอ่านหนังสือเล่มนึง เจอข้อความนึงที่ชอบมากๆเลยครับ เลยอยากนำมาเสนอ...
"คนเราควรอยู่เพื่อจะรัก และรักเพื่อจะอยู่ แต่ไม่ใช่ทนอยู่เพื่อให้ได้รัก และทนรักเพื่อให้ได้อยู่"
จากหนังสือเล่มไหนรู้กันบ้างหรือเปล่า หุหุหุ ไว้ว่างๆจะแว๊บมาอัพต่อจ้า... 6/1/2005 113 เหตุผลที่ทำให้ผู้ชายดูห่วยแตก...01. งี่เง่าที่สุด สาวใหนคิดเพิ่มได้ เขียนเติมให้หน่อยน้า... ผู้ชายคนใหนมีบางข้อที่เป็นแบบคุณ รับมาซ๊ะดีๆ หุ หุ แล้วอย่าลืมเปลี่ยนแปลงตัวเองบ้างนะ... |
|
|